[Final Review] Anime of Spring 2011 (Part I)

posted on 29 Jun 2011 17:41 by kaitodash in Review directory Cartoon, Entertainment
เอาละ หลังจากเคลียร์งานเสร็จไปบ้าง ผมขอพักมาเขียนรีวิวซักหน่อย นี่เป็นวิธีพักของผมจริงๆนะครับ เวลานั่งเขียนถึงอนิเมแล้วมันให้รู้สึกผ่อนคลายจริงๆ ตอนนี้ใกล้จะปิดซีซั่นอีกแล้ว ผมก็กลับมาประจำการรีวิวอนิเมที่ได้ดูจบไปอีกครั้ง สำหรับช่วงสิ้นซีซั่นนี้ จะเป็นช่วงที่ผมกำลังยุ่งสุดตัว เพราะฉะนั้นถ้าเอนทรี่มาช้าบ้าง ก็อดใจรอกันซักหน่อยนะครับ ประมาณกลางเดือนกรกฎาผมก็น่าจะมีเวลาว่างจริงๆซักหน่อยละ แต่ด้วยเหตุที่ไม่ว่างนี้เอง ผมจึงพยายามซอยย่อยให้ออกเป็นหลายๆเอนทรี่ เอนทรี่ละละไม่กี่เรื่อง จะได้ทยอยออกมาบ้าง รอบนี้จัดไปก่อนห้าเรื่องได้แก่

A-Channel
Ano Hi Mita Hana no Namae wo Bokutachi wa Mada Shiranai
DOG DAYS
Oretachi ni Tsubasa wa Nai

และ Mahou Shoujo Madoka Magica ที่ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ใน Final Review คราวที่แล้ว เพราะเลื่อนฉายไปไม่มีกำหนด ตอนนี้ฉายจบไปสองเดือนแล้ว ก็ขอรวมไว้ในเอนทรี่นี้ด้วยเลยครับ

แต่ละเรื่องในที่นี้เกือบทั้งหมดจะมีครั้งที่ผมเขียนรีวิวตอนแรกอยู่ในเอนทรี่เก่านะครับ ถ้าสนใจอยากรู้ความแตกต่างระหว่างแรกๆกับหลังๆ ก็ลองย้อนกลับไปดูได้ครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

A-Channel (12 ตอนจบ)
 
 
เริ่มกันที่อนิเมดูสบายสไตล์ Slice of Life ครับ เรื่องนี้ออกจะผสมๆ ระหว่างการกระจายแนวตัวละครแบบ K-ON! กับลายเส้นแบ๊วๆแบบ Lucky Star เป็นเรื่องของชีวิตสี่สาวในโรงเรียนที่เฮฮาปาร์ตี้ไปโดยไม่มีแก่นสารอะไร

ก็ออกมาโอเคครับ ไม่หวือหวาโดดเด่นด้วยภาพเหมือน K-ON! ไม่ฮาไม่รั่วไม่กัดเท่า Lucky Star ไม่มีสาระเท่า Hidamari Sketch แต่ก็ไม่ออกมาเลวร้ายไร้สาระจนดูไม่ได้ ภาพก็โอเค เพลงไม่เด่นแต่น่ารักดี การออกแบบตัวละครออกแนวซ้ำเดิมๆ แต่บางฉากก็ตลกดีใช้ได้

คะแนน: 5.8/10 ไม่สูงเท่า Slice of Life ที่เคยดูๆมา แต่ภาพรวมก็ออกมาไม่แย่มาก

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Ano Hi Mita Hana no Namae wo Bokutachi wa Mada Shiranai (11 ตอนจบ)
 
 
ตามมาด้วยอนิเมออริจินัลของ A-1 Pictures กับการนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนห้าคน ที่ต้องเสียเพื่อนคนที่หกในกลุ่มไปตั้งแต่สมัยที่พวกเขายังเด็ก จากกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันมากในวัยเด็ก ต่างคนก็ต่างแยกย้ายและแตกกลุ่มกันไป แต่ทุกคนต่างพกพาบาดแผลในใจไว้กับตัวและจมอยู่กับอดีต ในที่สุดพวกเขาก็จะต้องกลับมารวมตัวกัน เพื่อทำความปรารถนาของเพื่อนคนนั้นให้เป็นจริง

อาจจะดูเหมือนแนวดราม่าเพื่อนสนิท แต่จริงๆเรื่องนี้ก็ผสมๆ Romance เข้าไปเป็นองค์ประกอบหลักด้วยครับ มีจินตะกับเมนมะที่ตายไป ความรู้สึกระหว่างทั้งคู่ในช่วงแรกจะไม่ค่อยชัดเจน แต่หลังๆก็จะชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยูคิอัทสึที่ชอบเมนมะก็ไม่ยอมก้าวไปสู่อนาคต ยังคงทำตัวเป็นปรปักษ์กับจินตะที่ใกล้ชิดเมนมะที่สุด นอกจากนี้ยังมีอานารุที่ชอบจินตะและอิจฉาเมนมะ กับสึรุโกะที่ชอบยูคิอัทสึก็อิจฉาเมนมะเช่นกัน สรุปก็คือเป็นวังวนคนโน้นรักคนนี้กันยุ่งเหยิงไปหมด แต่ธีมหลักของเรื่องก็คือการกลับมารวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนที่แตกระแหง เพื่อเพื่อนคนที่พวกเขารักนั่นเอง

เรื่องนี้งานภาพนับว่าเนี้ยบพอสมควร เพลงเพราะ ฉากสวย องค์ประกอบโดยรวมเยี่ยม การดำเนินเรื่องและการเขียนบทก็เรียกอารมณ์ได้เป็นอย่างดีและต่อเนื่อง แต่ขัดๆนิดหน่อยตอนช่วงท้ายๆเรื่องรู้สึกว่าแต่ละคนน้ำตาแตกกันเว่อร์ไปหน่อย ในขณะที่ตัวผมดูแล้วเข้าไม่ค่อยถึงอารมณ์เท่าไหร่ อย่างไรก็ตามในรูปแบบดราม่าแล้ว อนิเมเรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่องและพัฒนาการของตัวละคร แต่สุดท้ายแล้วยังขาดจุดเด่นไปของเรื่อง ทำให้คะแนนสุดท้ายออกมาตามที่เห็นนี้ครับ

คะแนน: 7.7/10 ถ้ามีจุดเด่นในเนื้อหาอีกซักอย่างคงจะได้ขึ้นหิ้งไปแล้ว

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

DOG DAYS (13 ตอนจบ)
 
 
มาที่อนิเมสดใสสไตล์หูหมาหูแมว เรื่องราวของชิงคุ เด็กนักเรียนม.ต้นธรรมดาๆที่ถูกอัญเชิญไปสู่ต่างมิติเพื่อเป็นผู้กล้า ออกจะเป็นแนวอนิเมสำหรับเด็กซักหน่อยแต่เอาเถอะ ผมก็ยังเด็กอยู่น่า

เป็นหนึ่งในอนิเมที่ดูสบายๆที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีทีเดียวครับ เนื้อหาจะเกี่ยวกับการเข้าร่วมสงครามระหว่างสองประเทศ ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าสงครามในมิตินี้ แท้จริงแล้วมันเหมือนการแข่งกีฬากระชับสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่า ดูไปตลอด 13 ตอนไม่มีใครตายซักคน แถมตัวละครก็ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ตอนท้ายๆที่พระเอกจะกลับโลกก็มีดราม่าบ้าง แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยดี แฮปปี้ชนิดที่ไม่อาจจะแฮปปี้ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

คะแนน: 5.6/10 ก็โอเคครับ ถึงจะไม่ได้มีสาระอะไรมาก แต่ก็ยังดีกว่าเนื้อเรื่องมั่วซั่วอื่นๆหลายเรื่อง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Oretachi ni Tsubasa wa Nai (12 ตอนจบ)
 
 
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ดูจบในซีซั่นนี้ครับ ตอนที่เลือกดูก็เลือกจากภาพ เห็นผู้หญิงน่ารักๆตั้งสี่คน ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก มันคงจะฮาเร็มแบบเดิมๆนั่นแหละ ไม่น่าจะมีสาระอะไรให้น่าติดตาม ซึ่งหลังจากเริ่มดูตอนแรก ผมก็แทบจะแน่ใจเลยว่าคงจะมีคนเลิกดูทันที บางคนอาจจะลบทิ้งไปก่อนดูจบตอนแรกก็เป็นได้ ไม่แปลกเลยทีเดียว เพราะดูแล้วไร้สาระมากครับ เริ่มมาด้วยการเซอร์วิสๆๆแบบรัวๆ ตามด้วยการตั้งฮาเร็ม แล้วก็มีเสียงชายกลางคนออกมาบ่นๆแร็พโย่ จากนั้นก็แนะนำตัวละครไปตลอด 20 นาทีไม่มีเบรก แน่นอนว่าจำไม่ได้เลย (นอกจากสาวๆ) สรุปแล้วตอนแรกมั่วมาก จับใจความอะไรไม่ได้เลย แต่ผมก็ดูต่อไปครับ เพราะเห็นว่าวิธีการนำเสนอแปลกดี ซึ่งประมาณสามตอนต่อมาก็จะเริ่มทำการผูกความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเข้าหากัน มีการสร้างปริศนาความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกแต่ละคน ที่ผู้ชมต้องติดตามไปจนถึงตอนหลังๆจึงจะแน่ใจได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร

โดยความเห็นส่วนตัวแล้วผมว่าเรื่องนี้สนุกครับ กลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผมเกาะติดขอบจอมากที่สุดในซีซั่น ท่านที่ยังไม่ดูหรือเลิกดูไปตั้งแต่แรก หากคิดว่ามีเวลาว่างพอก็ลองกลับมาดูต่อให้ถึงซักตอนที่ 4-5 ก็ได้ครับ ถึงตรงนั้นก็จะพอรู้แล้วละว่าชอบหรือไม่ชอบแน่ สำหรับคนที่อยากได้เนื้อหาสาระอาจต้องอดทนมากซักหน่อย เพราะเวลาดูจะรู้สึกเหมือนเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ถ้าดูไปถึงใกล้จบแล้วจะเดาตอนจบได้ไม่ยาก แต่บังเอิญจบแบบที่ผมต้องการก็เลยโชคดีไป นอกจากนี้ยังมีความฮาในหลายๆฉากที่ผมว่ามุขมันโอเคเลยทีเดียว โดยเฉพาะมุข "สำเร็จความใ*ร่" ไม่รู้คิดได้ยังไง

อนิเมชั่นนอกเหนือจากที่เซอร์วิสแทบจะทั้งเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก แต่ภาพนิ่งทั่วไปสวย และปกติผมไม่ได้ชอบเซอร์วิสมากมายแต่ก็ดูได้ตราบเท่าที่รู้สึกว่าเรื่องสนุก การออกแบบตัวละครว่าด้วยเชิงนิสัย ผมว่าค่อนข้างลึกทีเดียว หลายๆคนมีนิสัยที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่ (เป็นธีมหลักของพล็อตเลย) การผูกเรื่องเหมือนจะโยนโน่นโยนนี่ไปมั่วๆ แต่จริงๆแล้วมันมีเหตุผลที่ผู้เขียนบทต้องการจะสื่อเปรียบเสมือนลวดใสคอยผูกกันไว้อยู่ แค่กระตุกทีเดียวชิ้นส่วนทั้งหมดก็จะเชื่อมกันได้

คะแนน: 7.9/10 แนว ฮา ลึกซึ้ง เหนือความคาดหมายแบบสุดๆ แต่ขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าผมไม่รับประกันว่าท่านจะดูแล้วสนุกนะครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Mahou Shoujo Madoka Magica (12 ตอนจบ)
 
 
ปิดท้ายกันที่อนิเมสาวน้อยเวทมนตร์ที่สร้างกระแสมากที่สุดในรอบหลายปี ผมเชื่อว่าคนที่ผ่านเข้ามาในบล็อกแห่งนี้ไม่มากก็น้อย คงได้ดูเรื่องนี้จบไปแล้วอย่างแน่นอน สำหรับท่านที่ยังไม่เคยมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะขอเล่าพอสังเขปครับ

เรื่องนี้เป็นอนิเมแนวสาวน้อยเวทมนตร์นำเสนอโดย SHAFT สตูดิโออันขึ้นชื่อลือชาเรื่องความแปลกแหวกแนว ซึ่งสร้างความน่าสนใจตั้งแต่ยังไม่ฉาย ว่าพวกเขาจะทำอนิเมสาวน้อยเวทมนตร์แบบไหนออกมากัน ผลปรากฏว่าทีมงานได้สร้างนิยามใหม่ของสาวน้อยเวทมนตร์ขึ้นมาทีเดียวครับ เป็นเรื่องราวของกลุ่มเด็กสาวไร้เดียงสาที่ได้ทำพันธสัญญากับสัตว์ตัวเล็กๆที่ชื่อคิวเบย์ ซึ่งผลจากการทำพันธสัญญานั้น เด็กสาวจะได้รับพรหนึ่งประการที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ทำได้ และจะต้องกลายเป็นสาวน้อยเวทมนตร์เพื่อต่อสู้กับแม่มด ซึ่งเป็นตัวตนที่กำเนิดจากความชั่วร้าย สาวน้อยเวทมนตร์ทั้งหลายมีหน้าที่ที่จะเป็นผู้ปกป้องความสงบสุขของโลกจากแม่มดนั่นเอง

ฟังดูก็เหมือนกับแนวสาวน้อยเวทมนตร์ทั่วไปเลยนะครับ แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ ก็จะพบความแหวกแนวออกไปจากสาวน้อยเวทมนตร์ทั่วไปมากมาย เช่น ความตายของสาวน้อยเวทมนตร์ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเรื่องอื่นๆ (อย่างน้อยก็ที่ผมดูซึ่งก็หลายเรื่องอยู่) ความชั่วร้ายของสัตว์ที่ทำพันธสัญญาด้วย (ปกติมักจะเป็นคู่หูนางเอกไปตั้งแต่ต้นจนจบ) โทนเรื่องที่มืดมนอย่างมากถึงมากที่สุด การดำเนินเรื่องที่บีบคั้นจิตใจตัวละครอยู่ตลอดเวลาและไม่สามารถคาดเดาได้ โดยรวมแล้วเป็นเรื่องที่มีดราม่าเป็นหลัก ตัวละครจะถูกเคี่ยวกรำด้วยการต่อสู้ทั้งทางร่างกายและจิตใจให้ต้องเติบโตขึ้น และการต่อสู้เหล่านั้นก็มีความจริงจังอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่มีศัตรูโผล่มาก็จัดการไป ดังนั้นต้องขอเตือนไว้ก่อนว่า เรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาสาวน้อยเวทมนตร์น่ารักๆแบบที่หาได้ทั่วไป

งานภาพมีเผาเนียนตามสไตล์ SHAFT ซึ่งผมชอบเป็นพิเศษในความอาร์ท เนื้อเรื่องจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ในทุกๆตอน ตัวละครแต่ละตัวมีมิติที่แตกต่างกันไป และไม่ได้ให้มุมมองเพียงมุมเดียว เวลาที่ผู้ชมดูและคิดตามอาจจะได้รับปรัชญาบางอย่าง อาจจะด้วยการใช้เหตุผลหรือใช้หัวใจคิดบ้าง อาจจะด้วยความรักตัวละครนั้นหรือความหมั่นไส้ตัวละครนี้บ้าง ซึ่งต่างคนก็จะได้คิดแตกต่างกันไป ไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัวแต่อย่างใด คล้ายกับการเลือกชอบระหว่างคิระกับ L ในเดธโน้ต หรือลูลูชกับสุซาคุใน Code Geass ซึ่งยากจะหาคำตอบที่ถูกต้องเมื่อได้มองจากหลายๆมุม

คะแนน: 9.2/10 เป็นแนวสาวน้อยเวทมนตร์ระดับสุดยอดครับ แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่ยึดติดกับสาวน้อยเวทมนตร์แบบทั่วๆไป

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สำหรับพาร์ทแรกมีเท่านี้ก่อนครับ ตอนนี้ยังเหลืออีกห้าเรื่องที่ผมกำลังจะดูจบ ได้แก่

Denpa Onna to Seishun Otoko
GOSICK
Hidan no Aria
Hoshizora e Kakaru Hashi
Kami nomi zo Shiru Sekai II

ติดตามกันต่อได้ในพาร์ทสองครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Comment

Comment:

Tweet

ชอบเรื่องAnohanaมากเลยค่ะ

ตอนจบซึ้งมาก...

นั่งดูไปร้องไห้ไปด้วย

#1 By zenni-zensan on 2011-06-29 18:02