[Final Review] Anime of Fall 2011

posted on 03 Jan 2012 16:50 by kaitodash in Review directory Cartoon, Entertainment
สวัสดีปีใหม่กันอีกซักครั้งนะครับทุกท่าน เรามาเริ่มปีใหม่นี้กันด้วย Final Review ของปีที่แล้วกันครับ ช่วงนี้อาจจะเห็นผมไม่ค่อยอัพบล็อก เพราะกำลังอยู่ในช่วงชีพจรลงเท้า ไล่มาตั้งแต่ตอนน้ำท่วมก็ต้องเผ่นออกจากบ้าน พอพ้นวิกฤติก็เริ่มบินไปทำงานที่โน่นที่นี่ แต่ยังไงเอนทรี่นี้ก็อยากเขียนออกมาเช่นเคย

สำหรับรายชื่ออนิเมะที่ผมเคยดูมา ตามนี้ครับ ส่วนเรื่องที่ดูจบไปในซีซั่นที่เพิ่งจบไปนี้มี 9 เรื่อง เรียงตามลำดับอักษรตามนี้ครับ

Ben-To
Boku wa Tomodachi ga Sukunai

Mashiroiro Symphony -The color of lovers-
Mawaru Penguindrum
Shinryaku!? Ika Musume
The iDOLMaSTER
UN-GO
WORKING'!!

โดยยกเว้น Fate/zero ที่ฉายจบครึ่งแรกไปก่อน เอาไว้จบครบทั้งเรื่องแล้วจะค่อยมาเขียนถึงนะครับ แต่ที่บอกได้แน่ๆตอนนี้คือมันสนุกมากครับ แนะนำสำหรับคนที่ชอบบู๊อย่างจริงจังและชอบฟังคำคม

ท่านที่เคยอ่านของผมอาจจะได้เคยสังเกตกันไปบ้าง ว่าเรื่องไหนที่ได้พื้นที่ในรีวิวเยอะมักจะเป็นเรื่องที่ผมชอบ เพราะผมไม่ค่อยชอบด่าซักเท่าไหร่ถ้ามันไม่เหลือเกินจริงๆ ดังนั้นเวลาเรื่องไหนที่มีอะไรโดดเด่นผมก็จะสรรหาเรื่องมาชมได้เยอะ ทำให้รีวิวเรื่องนั้นยาวเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารีวิวสั้นอนิเมะจะห่วย เพราะถ้าอนิเมะห่วยจริงก็จะโดนสับมิใช่น้อยเหมือนกัน ดังนั้นพวกที่สั้นๆมักจะเป็นพวกเสมอตัวซะมากกว่า ไม่มีอะไรให้ชมไม่มีอะไรให้ด่า ก็ลองไปดูกันครับว่ารอบนี้เรื่องไหนจะได้ความยาวแค่ไหนกันบ้าง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Ben-To (12 ตอนจบ)
 
 
เริ่มกันที่อนิเมะจากไลท์โนเวลที่ได้สตูดิโอ david production ซึ่งก็ไม่ได้ไกลตัวมากหรอกครับ เห็นว่าเป็นอดีตทีมงาน GONZO ที่ล้มละลายไปออกมาตั้งบริษัทใหม่กันนั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ซาโต้ โย เด็กหนุ่มธรรมดาๆกับพรรคพวกและคู่แข่งของเขา ที่เอาเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นเดิมพันเข้าห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงข้าวกล่องราคาถูก

พูดแบบสรุปๆเลย เรื่องนี้เป็นแนวฮาแตกที่ไม่ต้องเอาสาระมากครับ จะเรียกว่าเป็นแอ็กชั่นคอเมดี้ก็ได้แต่เน้นไปในทางฮาซะมากหน่อย ตัวละครในเรื่องจะออกเพี้ยนๆหน่อย ทุกคนจะคุยกันด้วยสีหน้าจริงจังทุกครั้ง ในขณะที่ผู้ชมอย่างเราๆต้องขำแทบตาย ในส่วนของอนิเมชั่นโดยเฉพาะฉากบู๊ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่ามาตรฐาน นับว่าเรื่องนี้ยังทำออกได้ดีกว่าอนิเมะบางเรื่องที่เอาคำว่าแอ็กชั่นมาบังหน้าแต่มีฮาเร็มเป็นหลัก ถ้าอยากหาอะไรฮาๆบั่นทอนปัญญาแล้วละก็ Ben-To ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาครับ

คะแนน: 6.9/10 ฮามากๆและเป็นความฮาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ได้ใช้มุขเฉพาะทาง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Boku wa Tomodachi ga Sukunai (12 ตอนจบ)
 
 
หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ชมรมคนไร้เพื่อน" ไลท์โนเวลที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในญี่ปุ่นและที่ตีพิมพ์เป็นฉบับภาษาไทย ดำเนินเรื่องโดย ฮาเสะกาวะ โคดากะ หนุ่มลูกครึ่งผมทองหน้าโฉดที่หาเพื่อนไม่ได้ เพราะมีแต่คนเข้าใจผิดว่าเป็นนักเลง จนกระทั่งเขาได้มาพบกับ มิกะซึกิ โยโซระ สาวเก็บตัวที่ไม่มีเพื่อนเช่นกัน และตั้งคู่ก็ได้ตั้งชมรมขึ้นมาโดยมีเป้าหมายในการหาเพื่อน

พื้นฐานของเรื่องน่าสนใจดี แต่ถ้ามองไปที่การพัฒนาเนื้อเรื่องถือว่าน่าเบื่อไปหน่อย เพราะแม้จะเป็นแนวโรแมนติกคอเมดี้ แต่วิธีนำเสนอค่อนข้างจะไปทาง Slice of Life เป็นหลัก จึงไม่ได้มีความคืบหน้าของเนื้อหาอะไรเป็นพิเศษจนกว่าจะถึงช่วงท้ายๆ แต่ตามรายทางมีการปล่อยมุขตลกออกมาเป็นระยะๆทุกๆตอน มีล้อเลียนอะไรหลายๆอย่างที่หากเก็ตมุขก็จะฮาได้ที่ทีเดียว ผสมผสานกับการขึ้นบทของสองนางเอกให้กองเชียร์ได้ผลัดกันเฮอย่างสนุกสนาน เป็นอนิเมะที่ตัวละครโมเอะๆเยอะและได้รูปแบบหลากหลายดี ภาพที่ผลิตโดย AIC Build เจ้าของเดียวกับน้องสาวไม่น่ารักก็ได้คุณภาพออกมาใกล้เคียงกัน แต่พูดก็พูดเถอะครับ ผมว่าโคดากะมันหล่อเกิ๊น โดยรวมก็ถือว่าสนุกแบบดูสบายๆ หวังว่าคงจะได้ไปลุ้นตำแหน่งนางเอกกันต่อภาคสอง

คะแนน: 7.5/10 ดูเอาอวยก็ดี ดูเอาฮาก็ได้ครับ แต่มุขจะเฉพาะทางไปบ้าง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

(12 ตอนจบ)
 
 
จากไลท์โนเวลผลิตโดย SILVER LINK. เจ้าของเดียวกับ Baka Test เป็นอนิเมะแนวโรแมนติกคอเมดี้ผสมกับแอ็กชั่นทริลเลอร์ เป็นเรื่องของคำสาปและไสยศาสตร์ที่มีตัวเอก ยาจิ ฮารุอากิ เป็นเด็กหนุ่มที่มีพลังพิเศษในการต้านคำสาปทุกชนิดและสามารถลบล้างคำสาปได้ ทำให้มีสาวๆที่ข้องเกี่ยวกับคำสาปมากมายมารายล้อม และต้องต่อสู้กับผู้ใช้คำสาปที่ไม่ประสงค์ดีทั้งหลาย

เป็นแนวฮาเร็มที่มีการบู๊และมีเนื้อเรื่องที่จริงจังในระดับหนึ่ง แต่ตัวละครแต่ละตัวไม่ค่อยมีจุดเด่นอะไร ไม่ว่าจะเป็นเฟียร์ โคโนฮะ หรือพระเอก เหมือนมีแค่หัวหน้าห้องคนเดียวที่มีคาแรกเตอร์น่าจดจำ การดำเนินเรื่องเป็นบทๆตามนิยาย โดยแต่ละบทก็ถือว่าสนุกน่าสนใจพอสมควร ฉากบู๊ทำออกมาได้สวย ดูมันส์ใช้ได้ การใช้แสงเงาหลายๆครั้งเหมือนพยายามเลียนแบบความอาร์ตของ SHAFT แต่ค่อนข้างจะล้มเหลว ดูแล้วรู้สึกคันเบื้องล่างมากกว่า โดยรวมก็จัดว่าเป็นอนิเมะที่มีครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น โรแมนติกคอเมดี้ใสๆบวกเซอร์วิสบ้าง หรือแอ็กชั่นด้านมืดๆ สาดเลือดเยอะๆ แต่ถ้าพยายามเน้นสิ่งที่ต้องการสื่อให้มากกว่านี้ น่าจะประสบความสำเร็จได้มากกว่านี้

คะแนน: 5.7/10 สนุกดี แต่ออกมาจับฉ่ายไปหน่อย ไม่ได้แสดงออกว่าอยากจะโดดเด่นด้านไหนกันแน่

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Mashiroiro Symphony -The color of lovers- (12 ตอนจบ)
 
 
จาก Visual Novel ที่ถูกผลิตออกมาให้เป็นอนิเมะรักบริสุทธิ์สไตล์วัยรุ่น เดินเรื่องโดย อุริว ชินโง โดยมีลักษณะคล้ายกับอนิเมะแนวนี้ทั่วๆไป พระเอกเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับนางเอกแต่ละคน และก็ทำให้เนื้อเรื่องเดินเข้าสู่รูทของนางเอกคนนั้น โดยเคลียร์ปมปัญหาของนางเอกแต่ละคนเป็นลำดับๆไป ผมจะพยายามรีวิวโดยเลี่ยงสปอยล์ให้มาที่สุดนะครับ

ไอเดียและจังหวะในการดำเนินเรื่องของ Manglobe สตูดิโอที่ผลิตเรื่องนี้ ถือว่าใช้ได้ทีเดียวครับ องค์ประกอบหลายๆอย่างทำให้รู้สึกแปลกใหม่กับอนิเมะแนวนี้ ไม่ได้เน้นจะให้สาวๆแต่ละคนเข้ามาพัวพันแย่งชิงพระเอกกันอย่างเดียว และก็ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่นางเอกหลักคนเดียวอีกด้วย แม้ว่าจะออกมาเป็นอนิเมะธรรมดาๆ แต่ก็ถือว่าดูได้สบายและไม่รู้สึกถึงความฝืนมากเกินไป การออกแบบและพัฒนาอุปนิสัยของตัวละครเองก็จัดว่าว่ามีความสมเหตุสมผลดี ซึ่งตรงนี้คงต้องยกผลประโยชน์ให้กับต้นฉบับที่เป็นเกมไป จุดที่เรียกคะแนนจากผมได้เป็นหลัก ก็คือการที่ผู้สร้างมีความเด็ดขาดและเด็ดเดี่ยวในการเลือกบทสรุปที่สมเหตุสมผล แต่จุดที่ทำให้เสียคะแนนไปอย่างมากก็คือการทอดทิ้งตัวละครบางคน ที่พอหมดเรื่องหมดราวก็ถูกกลืนหายไปกับคลื่นลูกหลัง ราวกับว่าตัวละครนั้นไม่ได้มีการพูดถึงอย่างจริงจังมาก่อน หลายๆคนกลายเป็นตัวประกอบอดทนไปอย่างน่าสงสาร โดยเฉพาะตอนจบที่แสดงออกให้เห็นว่าลงลึกในรูทมากเกินความจำเป็น ทำให้เป็นที่น่าเสียดายตัวละครอื่นๆมาก

คะแนน: 6.1/10 ถือว่าเยอะมากสำหรับอนิเมะที่ "ไม่มีอะไร"

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Mawaru Penguindrum (24 ตอนจบ)
 
 
จากผลงาน Original โดย Brain's Base บวกการกำกับของ อิคุฮาระ คุนิฮิโกะ ผู้เคยสร้างชื่อมาแล้วกับอูเทน่า เรื่องนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ผมไม่ได้ตามดูตั้งแต่แรก จนกระทั่งได้ยินเสียงร่ำลือว่าสนุก จึงได้ลองจัดมาดู เป็นเรื่องราวของ คันบะ โชมะ และฮิมาริ สามพี่น้องตระกูลทาคาคุระ โดยคันบะและโชมะที่เป็นพี่น้องฝาแฝดพยายามจะต่อสู้กับโชคชะตาเพื่อช่วยเหลือฮิมาริ น้องสาวของพวกเขาที่เป็นโรคร้ายรักษาไม่หาย และแล้ววันหนึ่งก็มีเพนกวินโผล่มา และโชคชะตาของพวกเขาก็พลิกผัน

การดำเนินเรื่องเรียกได้ว่าน่าตื่นเต้นมากถึงมากที่สุด เพราะในทุกๆตอนผู้เขียนบทจะมีการวางปมให้ผู้ชมต้องคิดตามและคาดเดาไปต่างๆนานา และผู้สร้างก็ชอบเหลือเกินที่จะตลบหลังผู้ชม ทุกๆตอนที่ได้ดูก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่าง ในขณะเดียวกันก็เกิดคำถามขึ้นอีกมากมาย ในความเห็นของผม ผมคิดว่าว่าผู้เขียนบทเรื่องนี้สร้างสรรค์คอนเซ็ปท์ของเรื่องออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แทบจะพูดได้ว่าน่าอัศจรรย์เลยทีเดียว วิธีการนำเสนอเรื่องราวก็เรียกได้ว่าแปลกใหม่น่าสนใจมาก มีการใช้สัญลักษณ์ต่างๆในการสื่อความหมายโดยชี้นำความคิด โดยแต่ละตอนก็จะค่อยๆวางเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผู้เขียนต้องการสื่อเอาไว้ แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นการยากที่ผู้ชมทั่วๆไปอย่างเราๆจะเข้าใจและตีความได้ในทันที ต้องค่อยๆดูไปเรื่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยจากแต่ละตอนเพื่อที่จะทำความเข้าใจได้มากขึ้น ในส่วนของการออกแบบตัวละคร ผมมองว่าไม่มีตัวละครหลักตัวใดในเรื่องนี้ที่ถูกออกแบบมาพื้นๆ ทุกคนต่างก็มีมิติที่แตกต่างกันไป หลายต่อหลายครั้งมีการเปลี่ยนมุมมองจากตัวละครหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ทำให้เห็นว่าแต่ละคนต่างมีปมในใจและมีแรงขับเคลื่อนที่เหมือนจะดูดผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับตัวละครนั้นๆ

ผมคงจะไม่สามารถพูดได้ว่าเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่ออย่างถ่องแท้ แต่ผมเชื่อว่าคนที่ได้ดูเรื่องนี้ น่าจะได้คิดอะไรบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือเรื่องที่ไกลตัวออกไปหน่อย เช่น ปัญหาสังคม หรือวิถีความคิดของมนุษย์ ที่ถ่ายทอดออกมาในเชิงปรัชญา สำหรับท่านที่ได้ดูแล้วก็คงพอเข้าใจว่าผมหมายความว่ายังไง แต่สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ดู หากท่านเป็นผู้ที่รักความตื่นเต้นท้าทาย พร้อมที่จะเสี่ยงกับการถูกผู้เขียนบทหักหลัง ไม่เคยหวั่นว่าจะเจอเรื่องราวแบบใด ใฝ่หาความพิสดารทุกรูปแบบ และหวังที่จะได้ใช้ความคิดและจินตนาการไปกับความหมายที่ผู้เขียนบทซ่อนไว้ลึกๆ ผมขอแนะนำให้ท่านวิ่งตรงไปยังแหล่งสูบอนิเมะใกล้ตัวท่าน และจัดหา Mawaru Penguindrum มารับชมในบัดดล

คะแนน: 9.9/10 นี่เป็นอนิเมะทีวีที่ทำคะแนนสูงสุดเท่าที่ผมเคยดูมา คงไม่ต้องบรรยายความสุดยอดไปมากกว่านี้

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Shinryaku!? Ika Musume (12 ตอนจบ)
 
 
สำหรับภาคต่อนี้ก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากครับ โดยรวมก็เหมือนๆกับภาคแรก ดูได้ขำๆไม่มีพีคไม่มีตก ตลกไปเรื่อยๆตลอดเรื่อง แล้วก็แถมดราม่าพอให้มีสาระหน่อยในตอนท้าย ก็ถือว่าดูสบายๆดี แม้จะไม่ได้ออกมาโดดเด่นอะไรนัก แต่ก็บอกได้เลยว่าโอกาสที่จะมีต่อซีซั่นสามสูงมาก เพราะอนิเมะเนิบๆที่รักษามาตรฐานได้ดี ขายได้พอประมาณแบบนี้แหละจะมีภาคต่อเยอะ ดู Hidamari Sketch กับ ARIA เป็นตัวอย่างได้

คะแนน: 6.0/10 ก็ให้เท่ากับภาคแรกไป

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

The iDOLMaSTER (25 ตอนจบ)
 
 
จากเกมปั้นไอดอลชื่อดังของ namco ที่ถูกสร้างเป็นอนิเมะไอดอลกันจริงๆจังๆเป็นครั้งแรก โดยได้ A-1 Pictures มาเป็นทีมสร้าง ดำเนินเรื่องผ่านสายตาของโปรดิวเซอร์หนุ่ม ผู้มีหน้าที่ปั้นไอดอลแต่ละคนให้ไปถึงฝั่งฝัน

ตั้งแต่แรกเริ่มที่รู้ว่าจะออกมาเป็น Slice of Life ความคาดหวังก็ดร็อปลงไปบ้างครับ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าอนิเมะมันไม่ดีนะครับ แต่ Slice of Life เป็นประเภทอนิเมะที่สร้างง่ายโดดเด่นยาก ส่วนใหญ่จะออกมาแค่ดีพอประมาณ ซึ่ง iM@S ก็ถือว่าทำได้แค่พอประมาณเช่นกัน ในส่วนของการดำเนินเรื่องแม้ว่าจะออกแนวชิลๆ แต่ก็มีเป้าหมายบางอย่างแฝงอยู่บ้าง จุดที่เสียอย่างหนึ่งคือตัวละครแต่ละตัวที่มีบุคลิกสุดโต่งมากเกินพอดีไปหน่อย แต่อย่างน้อยเมื่อดำเนินเรื่องไปถึงระดับหนึ่งก็มีการพัฒนาตัวละครไปด้วย ช่วงท้ายๆที่เป็นดราม่าจานหลักของเรื่องก็ถือว่าทำอารมณ์ได้ดีพอสมควร นอกนั้นก็มีเรื่องของงานภาพที่สวยเป็นพิเศษ และอนิเมชั่นเวลาคอนเสิร์ทที่ดูลื่นไหลสบายตาดี ส่วนเพลงที่ใช้ประกอบส่วนใหญ่จะเป็นแนวไอดอล อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของคน แต่ก็ถือว่าเหมาะสมกับโทนเรื่องดีแล้ว การให้ A-1 Pictures ทำงานนี้ก็นับว่าไม่ผิดพลาด

คะแนน: 7.2/10 ว่ากันจริงๆคะแนนที่ได้หลักๆมาจากประมาณ 5-6 ตอนสุดท้ายนี่แหละครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

UN-GO (11 ตอนจบ)
 
 
จาก Original อีกเรื่องหนึ่งโดยสตูดิโอ bones โดยดัดแปลงเนื้อหามาจากนิยายเก่าของ ซาคากุจิ อังโกะ ให้เป็นเรื่องราวของญี่ปุ่นหลังจากผ่านสงคราม ที่มี ไคโช รินโรคุ อัจฉริยะแห่งสื่อ เป็นผู้มีสิทธิ์มีเสียงเป็นที่ยอมรับสูงสุดในฉากหลังของการเมืองและวงการอุตสาหกรรม แต่ในเบื้องหลัง เขาและรัฐบาลก็ปิดบังความจริงหลายๆอย่างจากประชาชน ด้วยเหตุผลต่างๆนานา ในขณะเดียวกันนักสืบอิสระ ยูกิ ชินจูโร่ และอิงกะคู่หูของเขา ก็มีเป้าหมายร่วมกันคือการค้นหา "ความจริง" ที่ถูกซ่อนเร้นเหล่านั้น

นี่เป็นหนึ่งในอนิเมะที่ถูกมองข้ามไปในซีซั่นนี้ครับ ในความเห็นของผม เรื่องนี้อาจจะเรียกได้ว่ามีองค์ประกอบหลายๆอย่างผสมเข้าด้วยกัน ที่เห็นชัดเลยก็คือการเอาเรื่องเหนือธรรมชาติเข้ามาผสมกับแนวสืบสวนสอบสวน แต่ในส่วนของแนวสืบสวนสอบสวนเองก็เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งที่ใช้เป็นธีมดำเนินเรื่องเท่านั้นเอง ในมุมมองของผม ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการต่อสู้ทางอุดมการณ์มากกว่า เช่นในบทหลักที่เป็นการต่อสู้กันระหว่างชินจูโร่กับไคโชนั้น จะเห็นได้ว่าจุดยืนของทั้งคู่ต่างกัน ไคโชเลือกที่จะปิดบังความจริงหลายๆอย่างจากหูตาของมวลชน เพราะผลลัพธ์ที่ได้คือความสงบเรียบร้อยและการก้าวไปข้างหน้าของสังคม ในขณะที่ชินจูโร่เลือกที่จะไขว่คว้าหาความจริง เพราะเชื่อว่าความจริงคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการ นอกเหนือจากบทหลักนี้ก็ยังมีความเห็นต่างของคนร้ายในคดีต่างๆ ที่ต่างคนก็ต่างมีมุมมองและเลือกวิธีการของตัวเอง

ในส่วนธีม "อุดมการณ์ที่แตกต่าง" ดังที่กล่าวไปนั้นเป็นส่วนที่ผมชอบมาก แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายคือการนำปิศาจและเรื่องเหนือธรรมชาติเข้ามาใช้ได้อย่างไม่ลงตัวเท่าที่ควร จริงอยู่ที่แนวคิดในการสร้างตัวละครอิงกะให้มีความสามารถในการเค้นความจริงนั้น เป็นส่วนสำคัญที่ยิ่งทำให้ธีมนี้ดูโดดเด่นขึ้น เพราะมันช่วยอธิบายเป้าหมายของการโกหกได้ดี แต่ในขณะเดียวกัน การสืบสวนสอบสวนที่มีปิศาจออกมาเพ่นพ่านมันก็ดูจะเกินพอดีไปหน่อย แม้ว่าชินจูโร่และไคโชจะผสมผสานเรื่องเหนือธรรมชาติเข้ากับหลักเหตุผลได้อย่างละมุนละไมก็ตาม

คะแนน: 8.7/10 ถึงจะเว่อร์ไปหน่อยแต่ก็ถือว่าได้รับปรัชญาที่น่าคิดพอสมควร

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

WORKING'!! (13 ตอนจบ)
 
 
ปิดท้ายกันที่อนิเมะตลกดูสบายแบบ Slice of Life เรื่องราวชีวิตประจำวันของเหล่าคนไม่ธรรมดาที่มาทำงานพาร์ทไทม์ในร้านอาหารธรรมดาๆ ที่ประสบความสำเร็จจากภาคแรกจนได้มีออกมาให้ดูต่อ ในภาคนี้ก็ถือว่ารักษามาตรฐานจากภาคแรกไว้ได้ดี มุขที่เล่นแม้จะเก่าบ้างใหม่บ้างแต่ก็มีการประยุกต์รูปแบบใหม่ๆทำให้ยังขำได้อยู่เรื่อยๆ แม้จะเนิบๆนาบๆแต่ก็คลายเครียดได้ดี ส่วนที่อ่อนที่สุดในภาคนี้ เห็นจะเป็นเรื่องของตัวละครใหม่ที่เข้ามาเสริมหลายคน แต่ตัวละครใหม่เหล่านี้ไม่ค่อยมีความดึงดูดเท่าตัวละครเก่า ก็พอจะเข้าใจว่าถ้าไม่เพิ่มตัวละครบ้างมุขก็อาจจะตันเอาง่ายๆ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังถือว่าเล็กน้อยมาก เพราะโดยรวมความสนุกก็เหมือนภาคก่อน ไม่ได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด

คะแนน: 7.7/10 ก็ให้เท่าภาคแรกครับ ถึงจะไม่ค่อยมีสาระแต่ถ้าชอบอะไรชิลๆก็แจ่มเลยครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุดท้ายนี้ผมจะบอกกล่าวอะไรนิดหน่อยครับ คือในอนิเมะที่ผมดูเนี่ย มันก็มีบางเรื่องดูไปได้ไม่กี่ตอนก็ดร็อปไป ดังนั้นถ้าลองสังเกตจากเอนทรี่ก่อนหน้า ว่ามีเรื่องไหนที่ผมได้ดูตอนแรกไปแล้ว และมันจบแล้ว แต่ดันไม่ได้มีชื่ออยู่ในเอนทรี่นี้ แสดงว่าเรื่องนั้นมันได้ถูกดร็อปไปแล้วครับ แต่ละเรื่องก็มีเหตุผลในการดร็อปต่างๆนานา โดยหลักๆก็คือห่วยแตกจนไม่อยากดูต่อแล้ว แต่ก็มีบางเรื่องเหมือนกันที่มันอาจจะไม่ได้แย่มาก แต่ไม่ถูกสเป๊กอะไรบางอย่างเข้า หรือมันธรรมดาเกินไปจนขี้เกียจดู หรือดูทีท่าแล้วว่ามันจะยาวจนขี้เกียจดูในภายหลัง หรือเหตุผลอื่นๆ บางเรื่องที่เจ๋งๆแต่โดนดร็อปด้วยเหตุผลพิเศษๆก็มี ดังนั้นก็อยากจะทำความเข้าใจว่า เรื่องที่ดร็อปไม่ได้หมายความว่าไม่ดีเสมอไป อย่าลืมว่าการเขียนรีวิวของผมมันก็เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่มีทางที่ท่านจะรู้ได้ว่าอนิเมะเรื่องนั้นๆจะถูกอรรถรสของตัวท่านเองหรือไม่ จนกว่าจะได้ลองชิมด้วยตนเอง บางทีเรื่องที่ผมดร็อปไปมันอาจจะดีก็ได้ครับ หลายต่อหลายครั้งที่ผมเองก็ตัดสินใจดร็อปหรือไม่ดูบางเรื่อง จนกระทั่งมีคนมาแนะนำให้ดูในภายหลัง และก็ปรากฏว่ามันสนุกเกินความคาดหมาย ดังนั้นจึงอยากจะให้ผู้อ่านรีวิวของผมใช้เป็นแนวทางเท่านั้น อย่าได้ตัดสินอนิเมะด้วยคำพูดของผมเพียงอย่างเดียว ถ้าได้ลองดูซักหน่อยก็จะทำให้เห็นภาพมากขึ้นครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Comment

Comment:

Tweet