[Final Review] Anime of Winter 2012

posted on 01 Apr 2012 08:59 by kaitodash in Review directory Cartoon, Entertainment
จบกันไปอีกหนึ่งซีซั่นสำหรับการดูอนิเมะ ซีซั่นนี้ก็จัดว่าเป็นซีซั่นที่ดุเดือดอีกซีซั่นหนึ่ง ซึ่งมีอนิเมะที่ผมดูจบไปมากมาย มีทั้ง บู๊ เศร้า ซึ้ง เซ็ง หลอน เลิฟ เลี่ยน เครียด ฮา หื่น และอีกหลากหลายอารมณ์ผสมกันอย่างครบครัน โดยในรอบนี้ผมจะยังไม่เขียนถึง Rinne no Lagrange นะครับ เก็บไว้สรุปรวบยอดทีเดียวหลังจากซีซั่นสองจบ ส่วน Aquarion EVOL และ Recorder to Randoseru นั้นยังจะฉายต่อไป ก็จะยังไม่เขียนถึงเช่นกัน

ท่านที่ตามอ่านรีวิวของผมมาอยู่เรื่อยๆอาจจะพบว่าครั้งนี้หลายๆเรื่องได้คะแนนต่ำมาก ก็เลยจะบอกไว้นิดนึงว่าช่วงนี้ผมกำลังปรับเกณฑ์การให้คะแนนให้มันโหดขึ้นหน่อย เพราะเริ่มรู้สึกว่าคะแนนไปกองอยู่ที่ 6-7 เยอะมากๆ มันเลยทำให้มองไม่เห็นการกระจายตัว ดังนั้นถ้าอยากเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆก็ลองตามไปดูที่รายชื่ออนิเมะที่ผมเคยดูมาได้ครับ เพราะผมมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา โดยเวลาใส่คะแนนใน MAL ผมจะปัดเศษทศนิยมลงเสมอครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
Amagami SS+ plus (13 ตอนจบ)



เริ่มกันที่ภาคต่อของอนิเมะเลิฟคอเมดี้ที่ทำกระแสภาคแรกไว้อย่างยอดเยี่ยมพอสมควร มาในภาคนี้ก็ยังคงรูปแบบแยกรูทเป็นหกรูทไว้เช่นเดิม โดยแต่ละรูทจะเป็นเนื้อหาต่อจากสี่ตอนในภาคแรกไปอีกรูทละสองตอน

ในภาคนี้จะเดินเรื่องโดยการสร้างปัญหาเล็กๆน้อยๆในแต่ละรูทให้เคลียร์ได้ภายในสองตอน แต่โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องในแต่ละรูทไม่น่าตื่นเต้นเหมือนภาคแรก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเริ่มเรื่องแต่ละรูทต่อจากภาคที่แล้ว นั่นคือเริ่มจากการเป็นคนรักก่อนแล้วมีปัญหาตามมาทีหลัง ทำให้สเต็ปการเดินเกมไม่ท้าทายเหมือนเดิม แต่ก็ถือว่าดูชิลๆได้ นอกจากนี้ตัวภาพก็มีพัฒนาการขึ้นตามกาลเวลา เพลงก็เพราะเหมือนเดิม

คะแนน: 6.7/10 ถ้าเทียบกับภาคแรกแล้วกลายเป็นอนิเมะธรรมดาๆไปเลย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Ano Natsu de Matteru (12 ตอนจบ)



ต่อด้วยออริจินัลที่ที่ไม่ออริจินัลซักเท่าไหร่ สำหรับเลิฟคอเมดี้ดราม่าที่ถูกตั้งฉายาว่า Onegai Senpai ด้วยความที่ยกเครื่องมากจาก Onegai Teacher เกือบทั้งดุ้น เปลี่ยนแค่คุณครูเป็นรุ่นพี่เท่านั้นเอง ดำเนินเรื่องผ่านวังวนความรักของหมุ่มสาวผสมกับไซไฟอวกาศแบบน่ารักๆ

ถ้าว่ากันด้วยเนื้อเรื่องแล้ว การดำเนินเรื่องถือว่าค่อนข้างสนุกครับ มีให้ลุ้นจับคู่กันอยู่ได้เรื่อยๆ ตัวละครก็น่ารักดี แต่ตั้งแต่ช่วงกลางๆเรื่องจะค่อนข้างเดาทางได้ง่าย แม้ว่าผมจะไม่เคยดู Onegai Teacher มาก่อน แต่ก็เรียกว่าแทบจะรู้ทันหมดเลยว่าเดี๋ยวจะเกิดดราม่ายังไง แล้วจะแก้ยังไง ผลจะเป็นยังไง แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แม้ว่ามันจะสนุกเพลินๆดีแต่ก็ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ นอกจากนี้ฉากจบก็ค่อนข้างจะหลุดเว่อร์แบบฝืนๆไปหน่อย จนไม่ค่อยแน่ใจว่าตั้งใจจะจริงจังหรือตั้งใจจะให้ฮากันแน่ ตอนจบก็มีทิ้งปลายเปิดเอาไว้ แต่ผมตีความเอาเองว่าน่าจะเป็นแฮปปี้เอนดิ้งแหละถึงแม้ว่ามันจะดูขัดๆกับตรรกะที่ตัวละครพูดๆกันในตอนจบก็ตาม ในส่วนองค์ประกอบอื่นถือว่าภาพและการเคลื่อนไหวสวยดี และมีเพลงประกอบเพราะ

คะแนน: 6.6/10 สนุก แต่ใช้ความเป็นไซไฟเกินพอดีไปหน่อย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Another (12 ตอนจบ)



จากนิยายลี้ลับเกี่ยวกับคำสาปของห้องเรียนห้องหนึ่งที่จะต้องมีผู้เกี่ยวข้องตายทุกเดือน ดำเนินเรื่องโดย ซากะคิบาระ โคอิจิ นักเรียนที่ย้ายมาใหม่จากโตเกียว และเด็กสาวลึกลับ มิซากิ เมย์ ที่มีผ้าปิดตาซ้ายและไม่มีใครในห้องรู้สึกถึงตัวตนของเธอ

เริ่มกันที่เรื่องขององค์ประกอบกันก่อน เนื่องจากเรื่องนี้เป็นผลงานของ P.A. Works ทำให้ประเด็นความเรียบร้อยของอนิเมชั่นนั้นค่อนข้างจะไม่มีปัญหา เสียงประกอบฉากที่ใช้ก็สร้างอารมณ์พอใช้ได้ แต่น่าเสียดายที่เพลง OP มันเร็วเกินไปเลยทำให้อารมณ์หลอนหลุดทุกทีเวลาดู ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นต้องบอกไว้ก่อนเลยว่ายิ่งดูจะยิ่งเสียดายตัวละคร เพราะไม่ว่าจะเด่นหรือไม่เด่นก็ตายกันเป็นเบือเลยทีเดียว นอกเหนือจากนั้นปริศนาของเรื่องก็ทำได้โอเคในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความน่ากลัวและการชักนำความคิดของผู้ชม

คะแนน: 7.1/10 ภาพโมเอะไปหน่อยเลยหลอนน้อยลง แต่ก็สนุกตื่นเต้นดี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Black★Rock Shooter (8 ตอนจบ)



จากออริจินัลที่เคยสร้างเป็น OVA ความยาว 50 นาทีมาแล้ว ครั้งนี้มาลงจอทีวีเพื่อขยายเรื่องราวระหว่างสองโลกให้ละเอียดยิ่งขึ้น รวมทั้งนำตัวละครอื่นๆที่ Huke ออกแบบมาเคลื่อนไหวให้เห็นกันบนจอ ยังคงดำเนินเรื่องโดย คุโรอิ มาโตะ หรือ Black★Rock Shooter ในโลกคู่ขนาน ธีมหลักของเรื่องอยู่ที่ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนในหมู่ลูกผู้หญิงด้วยกันหรือถ้าจะให้พูดตรงๆก็คือยูรินั่นเอง และเป็นยูริที่ให้อารมณ์รุนแรงพอสมควรด้วย

ในภาคทีวีนี้จะปรับลายเส้นและการออกแบบให้ต่างจะแบบ OVA พอสมควร ซึ่งก็ค่อนข้างจะได้รับการตอบรับเป็นเสียงเดียวกันว่าแบบเก่าดีกว่า แต่พอดูไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็จะชินไปเอง เพราะการเคลื่อนไหวอะไรๆก็ถือว่าดูราบรื่นดี ฉากแอ็กชั่นก็ตระการตาใช้ได้ นอกจากนี้ OP-ED ของ ryo บวกกับ Sequence ก็ถือว่ามีสไตล์โดดเด่นสะดุดตาพอสมควร ในส่วนของการดำเนินเรื่องนั้น ค่อนข้างจะมุ่งเน้นไปที่ความเกรี้ยวกราดและมืดมนในจิตใจของตัวละครแต่ละคน เรียกได้ว่าดราม่ากันไม่เว้นแต่ละตอนเลยทีเดียว แต่บทสรุปของเรื่องนั้นทำได้กินใจพอสมควร แม้ว่าโดยภาพรวมแล้วจะออกมาค่อนข้างเดาทางง่ายและเป็นบทสรุปที่ลงตัวไปหน่อย แต่คอนเซ็ปท์เรื่องของการรับมือและอยู่ร่วมกับความเจ็บปวดในชีวิต ก็ถือว่าสื่อออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมและสรุปได้สวยงามดี

คะแนน: 6.5/10 แม้จะขัดใจกับการออกแบบใหม่เล็กน้อย แต่ก็สนุกกว่าที่คิด

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Danshi Koukousei no Nichijou (12 ตอนจบ)



มาที่อนิเมะตลกของ SUNRISE ร่วมกับ SQUARE ENIX ซึ่งมีเนื้อหาตามความหมายของชื่อเรื่อง นั่นก็คือ "ชีวิตประจำวันของนักเรียนหนุ่มม.ปลาย" นั่นเอง เป็นอนิเมะตลกเสื่อมบ้างไม่เสื่อมบ้าง แบ่งเป็นตอนสั้นๆ 6-7 ตอน อัดลงไปในเวลา 20 นาทีของแต่ละสัปดาห์

คุณภาพอนิเมชั่นนั้นไม่ค่อยมีอะไรให้กล่าวถึงเท่าไหร่ เพราะใช้ลายเส้นและการเคลื่อนไหวพื้นๆ ที่โดดเด่นก็คือเรื่องของการใช้มุขต่างๆ ซึ่งบังเอิญว่าช่วงที่ดูนี่ผมอยู่ญี่ปุ่นพอดีจึงดูสดทางทีวีเอา ซึ่งทำให้ได้เจอโฆษณาคั่นด้วย คือต้องบอกว่าอนิเมะเรื่องนี้มันมีมุขตลอดเวลาที่ฉาย ไล่ตั้งแต่ช่วงเริ่มตอน เข้า OP แล้วก็เล่นมุขสปอนเซอร์ ไปจนถึงโฆษณาที่คั่นระหว่างฉายก็ยังมีมุข ยิ่ง ED นี่บ้าบอคอแตกมากไม่รู้จะเอาฮาไปไหน แต่ต้องยอมรับว่าบางมุขมันก็ไม่ค่อยขำเหมือนกัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบกรณ์ของผู้ชมแต่ละคน รวมถึงความติ้นลึกของเส้นด้วย สำหรับผมแล้วก็ถือว่าเป็นตลกที่ได้ใจมากเรื่องหนึ่ง

คะแนน: 7.8/10 เข้ามาเป็นอันดับต้นๆของซีซั่นเลยทีเดียว

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Guilty Crown (22 ตอนจบ)



และแล้วก็มาถึงอนิเมะที่เป็นกระแสมากที่สุดในช่วงต้นปีนี้กัน จากออริจินัลผลิตโดย Production I.G ที่ถูกจับตามองมากที่สุดตั้งแต่ยังไม่เริ่มฉาย สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ดูมาก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์หลังหายนะไวรัสชีวภาพที่ทำให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในฐานะเบี้ยล่างของนานาประเทศ ดำเนินเรื่องโดย โอมะ ชู เด็กหนุ่มธรรมดาที่จับพลัดจับผลูไปได้พลังแห่งราชาจากอาวุธชีวภาพโดยบังเอิญ ทำให้เขาได้พบกับ ยูซุริฮะ อิโนริ ไอดอลในดวงใจของเขา และต้องเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ร่วมกับผู้ก่อการร้าย โดยในส่วนของกระแสนั้น Guilty Crown ได้รับเสียงวิพากย์วิจารณ์ทั้งข้อเด่นข้อด้อยมากมาย โดยสิ่งที่ถูกทำให้จับตามองมากที่สุดก็การรวมตัวกันของบุคคลากรมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับและเขียนบทของ DEATHNOTE ร่วมกับผู้เขียนบทของ Code Geass เพลงประกอบทั้งหมดโดย ryo แห่ง supercell ออกแบบตัวละครโดย redjuice และผลิตโดย Production I.G ทำให้เรื่องนี้มีทรัพยากรอันล้ำค่าอยู่ในมือ ซึ่งในส่วนของภาพและเพลงประกอบนั้นสามารถถือได้ว่าไม่มีอะไรให้ติติงมากนัก

ประเด็นหลักที่เป็นที่ครหามากที่สุดไปตกอยู่ที่เนื้อเรื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่ามีช่องโหว่ในเนื้อเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่มากมายที่ไม่ว่าจะหาข้อแก้ต่างอย่างไรก็ไม่ต่างกับการแถมากนัก ตัวละครบางคนก็กำหนดเป้าหมายไม่เด่นชัด เหมือนจะไม่แน่ใจกันซะเลยว่าตัวเองต้องการจะทำอะไรกันแน่ นอกจากนี้จังหวะของการดำเนินเรื่องก็ขาดความสมดุล โดยครึ่งแรกนั้นมีเนื้อหาเบาและไม่ค่อยมีอะไรเกิดขึ้นมากนัก จนกระทั่งผ่านไคลแม็กซ์แรกไปแล้วเนื้อหาในครึ่งหลังจะเข้มข้นและดุเดือดขึ้นมาก ทว่าผู้ผลิตกลับวางแผนให้ครึ่งแรกใช้ไป 12 ตอนแล้วเหลือไว้ให้ครึ่งหลัง 10 ตอน ตรงจุดนี้ผมมองว่ามันเป็นการบริหารเวลาที่ผิดพลาด (ความเห็นผม 9:13 น่าจะกำลังดี) ผลที่เกิดขึ้นก็คือช่วงครึ่งแรกของเรื่องน่าเบื่อมากถึงมากที่สุด ถึงขนาดทำให้ผมดร็อปไปช่วงหนึ่งเลย กลับกัน ในครึ่งหลังเนื้อหาที่ร้อนแรงก็เร่งรัดซะจนต้องข้ามหลายๆประเด็นไป อีกหนึ่งสิ่งที่เรื่องนี้พลาดบ่อยมากๆก็คือการสร้างสิ่งที่ไร้ประโยชน์หรือไม่ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่สร้างขึ้นมา เช่น การสร้างตัวละครที่ไม่มีประโยชน์กับเนื้อเรื่อง การปล่อยให้ตัวละครหลายๆตัวหมดบททั้งที่น่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ การใส่ดราม่าหรือความสูญเสียหรือความเสื่อมที่ไม่จำเป็น และการใส่เนื้อหาผ่อนคลายหรือตลกอย่างไม่จำเป็น เป็นต้น อีกเรื่องหนึ่งก็คือความไม่เป็นตัวของตัวเองในเนื้อเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นการออกแบบบุคลิกของชูมาให้เป็นเด็กม.ปลายธรรมดาๆที่ถูกดึงมาพัวพันในเหตุการณ์อย่างเสียไม่ได้ แต่หลังจากที่สร้างความรำคาญให้กับผู้ชมพอหอมปากหอมคอแล้วก็อยากจะให้ชูได้กลับมาโชว์พาวบ้าง นำไปสู่การสร้างเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่อง ซึ่งกลายเป็นว่าเวลาดูจะรู้สึกได้ว่าหลายๆจุดมันเหมือนได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องอื่นๆ แล้วผู้สร้างก็อยากให้มันเจ๋งๆเข้าไว้ก็เลยเอาจุดเด่นของเรื่องนั้นเรื่องนี้มายำๆลงไป ซึ่งบางทีมันก็ขัดแย้งกันซะจนมั่วไปหมด จนเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีในเรื่องของการเลียนแบบได้

อย่างไรก็ตาม (ด่ามาเยอะมากละ ชมมั่ง) แม้ว่าจะถูกด่ามากขนาดไหน ผมก็กล้าพูดได้เลยว่า Guilty Crown เป็นอนิเมะที่ประสบความสำเร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ได้มีอนิเมะมากนักที่จะถูกกล่าวขานถึงทั้งบวกและลบอย่างกว้างขวางขนาดนี้ เหตุผลหลักที่เรื่องนี้กลายเป็น Talk of the Town นั้นมีอยู่สองข้อ ข้อแรกคือการโปรโมทที่ดี ส่วนอีกข้อก็คือความจริงที่ว่าการเอาสิ่งที่มันดูเจ๋งๆมายำรวมกันอย่างที่ผมพูดไปก่อนหน้านั้นมันก็ทำให้สนุกได้จริงๆ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ในรูปแบบที่ผู้ผลิตตั้งใจแต่มันก็ได้ผลในแบบของตัวเอง นอกจากนี้ แม้ว่าผลที่ออกมาจะแย่มาก แต่ความจริงแล้วพล็อตเรื่องที่วางไว้มีความน่าสนใจ และตัวละครก็มีความซับซ้อนสุดโต่งที่ออกแบบมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยรวมแล้วถึงจะไม่ใช่อนิเมะที่ดีนัก แต่อย่างน้อยก็สามารถตอบโจทย์ในการสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมได้ ถ้าไม่ได้จริงจังกับมันมากนักก็ถือว่าดูได้สนุกพอสมควรครับ

คะแนน: 6.0/10 ให้คะแนนอยู่ในระดับที่ไม่แย่นัก ด้วยเหตุผลว่ามันก็สนุกของมัน

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Highschool D×D (12 ตอนจบ)



จากไลท์โนเวลแอ็กชั่นของ อิชิบุมิ อิจิเอย์ มาสู่อนิเมะเซอร์วิสที่จัดเต็มซะยิ่งกว่าเต็ม ดำเนินเรื่องโดย เฮียวโด อิซเซย์ หนุ่มสุดหื่