[Final Review] Anime of Summer 2012

posted on 01 Oct 2012 15:03 by kaitodash in Review directory Cartoon, Entertainment
ผ่านไปอีกสามเดือนกับชีวิตติดอนิเมะ รีวิวในซีซั่นนี้จะมีการปรับแต่งกันอีกนิดหน่อยครับ ผมจะมีการพูดถึงอนิเมะที่ยังไม่จบด้วยซักเล็กน้อย โดยจะเรียงลำดับความเพลิดเพลินของทุกเรื่องที่ยังไม่ดร็อปจากน้อยไปหามาก ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าอนิเมะเรื่องนั้นดีหรือไม่ดีแต่อย่างใด แค่บอกว่าผมติดหนึบมากขนาดไหนเท่านั้นครับ ดังนั้นขอยืนยันว่าไม่ต้องไปใส่ใจกับอันดับมากเพราะเรียงตามอารมณ์ของผมจริงๆ ส่วนที่สำคัญอยู่ที่คะแนนคุณภาพเท่านั้น

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 16: DOG DAYS' (13 ตอนจบ)



เริ่มกันที่อันดับสุดท้ายกับภาคต่อของอนิเมะชิลๆซึ่งผมคงจะไม่พูดอะไรมาก หลักๆก็เหมือนๆกับภาคแรกนั่นแหละ ทำสงครามเฮฮาปาร์ตี้ ปิคนิกฝึกวิชาไปตามเรื่อง ต่างกับภาคแรกตรงที่คราวนี้ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดชึ้นเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ต้นจนจบ มีแต่เพิ่มฉากโมเอะๆหรืออะไรก็ตามที่จะทำให้แฟนๆกรี๊ดกร๊าดกันได้ตามประสา ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือใช้เวลาอยู่ในห้องอาบน้ำเยอะมากๆ คงไม่ต้องบอกว่ามันหมายความว่ายังไง

ได้อะไรๆน้อยกว่าภาคแรก
ความเพลิดเพลิน: D
คุณภาพ: 5.3/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 15: Hagure Yuusha no Estetica (12 ตอนจบ)



หนึ่งในอนิเมะเซอร์วิสแห่งปีจากไลท์โนเวลแนวผู้กล้าทะลุมิติที่มี โอซาวะ อาคัตสึกิ เป็นผู้กล้านอกรีตที่หนีจากโลกต่างมิติอาเรซาร์ดกลับมายังโลกของตัวเองโดยหิ้ว มิอุ ลูกสาวจอมมารกลับมาด้วย แต่เนื้อเรื่องหลักเพิ่งจะเริ่มขึ้นหลังจากปราบจอมมารและกลับสู่โลก โดยเขาได้เข้ามาอยู่ในบาเบล โรงเรียนที่คอยรองรับเยาวชนทั้งหลายที่กลับมาจากโลกต่างมิติ และจะต้องรับมือกับเหตุการณ์รอบด้านที่จะเข้ามาหาเขาและมิอุ

จุดเด่นแรกของเรื่องนี้อยู่ที่การออกแบบผู้กล้านอกรีตอาคัตสึกิให้มีคาแรกเตอร์ที่แหวกแนว มีความมั่นใจสูงลิบ ปล่อยตัวตามสบาย ลามก เกรียน และเทพมาก ถือว่าเป็นตัวดำเนินเรื่องที่มีแรงดึงดูดให้น่าติดตามสูง จุดเด่นอีกอย่างจะอยู่ที่การเซอร์วิสอย่างบ้าคลั่งและไร้เหตุผล ซึ่งก็มีบางครั้งที่ทำได้น่าสนใจ แต่ส่วนใหญ่มักจะทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็นมากกว่า ในส่วนของเนื้อเรื่องหลักนั้นค่อนข้างจะน่าผิดหวังอย่างมาก เพราะแม้พื้นฐานของเรื่องจะน่าสนใจ แต่โดยรวมทิ้งปริศนาและปลายเปิดของฉากจบไว้กว้างเหลือเกิน ทำให้รู้สึกว่ายังไม่ได้รับข้อมูลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง ต้องไปลุ้นเอากับซีซั่นสองซึ่งมีโอกาสริบหรี่เหลือเกิน และถ้าให้พูดตรงๆก็คือต่อให้มีออกมาจริงผมก็อาจจะไม่ดู นอกจากนี้ยังใส่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมาอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ แล้วยังไม่รวมถึงการใช้งานนักพากย์บิ๊กเนมแบบขาดประสิทธิภาพ ทำให้ความเพลิดเพลินในการดูค่อยๆลดลงตามลำดับ คุณภาพงานโดยรวมก็ถือว่าธรรมดาๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น

เซอร์วิสเยอะไปหน่อย แล้วก็เปิดปลายกว้างเหลือเกิน
ความเพลิดเพลิน: D+
คุณภาพ: 5.1/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 14: Natsuyuki Rendezvous (11 ตอนจบ)



อีกครั้งหนึ่งกับมังงะโจเซย์ของ noitaminA ที่วางพล็อตโดยมีสตาร์นักพากย์อย่าง นาคามุระ ยูอิจิ มารับบทพระเอก และ ฟุคุยามะ จุน มาเป็นวิญญาณติดที่อดีตสามีของนางเอก และต้องมาปะทะแย่งชิงแม่หม้ายเนื้อหอมกันอุตลุด

คอนเซ็ปท์ของเรื่องในช่วงแรกนั้นจะเน้นไปที่ความรู้สึกเจ็บปวดของผู้ชายทั้งสองคนที่อิจฉาซึ่งกันและกัน ฝ่ายพระเอกนั้นรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถเติมเต็มจิตใจนางเอกได้ ในขณะที่ฝ่ายสามีก็รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถเติมเต็มทางรูปธรรมให้กับภรรยาได้ มาถึงตรงนี้ยังถือว่าทำได้ดี หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของพระนางก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มมองเห็นอนาคตเป็นรูปเป็นร่าง แต่กลับมาเกิดอาเพศให้ตัวสามีสลับเข้าไปอยู่ร่างพระเอกและพระเอกกลายมาเป็นผีแทนซะงั้น ซึ่งเนื้อเรื่องช่วงนี้ใช้แฟลชแบ็กเพื่อเสริมความนัยเยอะมากและไม่มีความกระจ่างพอ ด้วยความที่ฉากจบที่เหมาะสมมันอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่กลับมีท่อนซุงมาขวางลำอย่างไร้เหตุผล ทำให้เนื้อเรื่องยืดยาวอย่างไม่จำเป็นและกลายเป็นน่าเบื่อลงไปเรื่อยๆ แต่อย่างน้อยที่สุดเรื่องนี้ก็มีฉากจบที่สมบูรณ์และเหมาะสมอย่างที่สุดแล้ว โดยรวมจึงถือว่าไม่ได้แย่อะไร

อืดอาดและรำลึกความหลังมากไปหน่อยแต่จบสวย
ความเพลิดเพลิน: D+
คุณภาพ: 6.2/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 13: Kono Naka ni Hitori, Imouto ga Iru! (12 ตอนจบ)



จากไลท์โนเวลสำหรับคนรักน้องสาวเกี่ยวกับทายาทอภิมหาเศรษฐี มิคาโดโนะ โชโงะ ที่ต้องตามสืบหาตัวและเปิดเผยตัวจริงของน้องสาวที่เป็นลูกลับๆของพ่อให้ได้ เพราะดูเหมือนน้องสาวลึกลับคนนั้นจะวางแผนทำเรื่องผิดศีลธรรมกับเขา

จริงๆเวลาไขปริศนาของเรื่องนี้ก็ถือว่าน่าสนใจดี ยังกับแนวสืบสวนสอบสวน แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรๆดีขึ้น เพราะบทสรุปของแต่ละครั้งมันเดาได้ง่ายซะยิ่งกว่าง่าย แล้วส่วนใหญ่ของเรื่องก็ใช้เวลาไปกับการเซอร์วิสซะเป็นหลัก การพัฒนาความสัมพันธ์ด้านโรแมนซ์ก็ไม่มี ส่วนใหญ่จะจับยัดไปด้านอีโรติกซะมาก สุดท้ายแล้วแม้แต่ประเด็นน้องสาวลึกลับก็เหมือนยัดๆมาเพื่อให้ได้ธีมค้ำคอร์ไปเท่านั้นเอง ตอนจบของเรื่องเป็นออริจินัลที่ดูแล้วพอรับได้ แต่ไม่มีความน่าสนใจมากนักดังเช่นที่ว่าไปข้างต้น ภาพก็งั้นๆ ตัวละครก็หาได้ดาษดื่นเอามาใช้อย่างดาษดื่น โดยรวมแล้วไม่ตลก ไม่ซึ้ง ไม่มีอารมณ์ร่วม ไม่ค่อยได้อะไรเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่

วนอยู่ในอ่างซะนาน นอกเรื่องไปก็มาก จบแค่พอรับได้
ความเพลิดเพลิน: D+
คุณภาพ: 4.3/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 12: Uchuu Kyoudai (ยังไม่จบ)
ความเพลิดเพลิน: C

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 11: Rinne no Lagrange (24 ตอนจบ แบ่งเป็นสองภาคๆละ 12 ตอน)



จากออริจินัลไซไฟดูสบายที่ลากยาวมาเก้าเดือน ดำเนินเรื่องโดยชมรมชุดวอร์ม (เอาชื่อนี้ละกัน) ที่เป็นชมรมอาสาสมัครช่วยเหลือผู้คนทุกรูปแบบ นำทีมโดย เคียวโนะ มาโดกะ สาวน้อยม.ปลายที่มีพลังงานไร้ขีดจำกัด ที่อยู่ดีๆก็เข้าไปพัวพันในสงครามจักรวาลระหว่างดาว เล การิเต และ เด เมทริโอ ที่กำลังเข้าสู่วงโคจรที่จะชนกันและนำไปสู่หายนะครั้งประวัติศาสตร์ ทำให้มาโดกะได้เพื่อนจากต่างดาวอย่างลันและมุกินามิมาสมทบในชมรม โดยทั้งคู่ต่างก็เป็นน้องสาวของสองผู้นำในสงครามครั้งนี้ สามสาวชมรมชุดวอร์มจะต้องขึ้นขี่หุ่นในตำนานที่มีชื่อว่า ว็อกซ์ เพื่อหยุดยั้งสงครามจักรวาลที่จะนำโลกเข้าไปเสี่ยงด้วย

คอนเซ็ปท์ของเรื่องนี้อยู่ที่อนิเมะขี่หุ่นที่ดูสบายไม่เครียด ซึ่งเอาเข้าจริงๆมันก็มีสาระให้ได้เครียดอยู่เป็นระยะๆเหมือนกัน เพราะประเด็นปริศนาในเนื้อเรื่องก็มีอยู่และต้องไขให้ได้ ทำให้สมดุลระหว่างความชิลกับสาระมันไปกันไม่ค่อยได้ ถ้าลองมองแบบแยกส่วนกันออกไป ด้านสนุกสนานก็ถือว่าทำได้โอเคพอสมควร มีมุขมีหยอดให้มึนได้อยู่เรื่อยๆ ส่วนด้านสาระนั้นแม้ว่าจะมีไอเดียที่ดีแต่โดยรวมแล้วถือว่ายังไม่ผ่าน เพราะมีช่องว่างระหว่างเหตุการณ์เยอะเกินไป เวลาดูจะทำอารมณ์ได้ไม่ต่อเนื่อง นอกจากนี้เนื้อเรื่องหลักซึ่งเกี่ยวกับสงครามก็จบลงง่ายไปหน่อย แถมบทสรุปยังกลายเป็นการปราบศัตรูของทั้งจักรวาลไปซะงั้น ดูมาทั้งหมด 24 ตอนมีประเด็นอยู่แค่ประมาณ 2-3 ตอนสุดท้ายเท่านั้นเอง แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่ามีคุณภาพที่ดี ถ้าดูโดยไม่จริงจังมากก็ถือว่ารับได้

ก็แปลกไปอีกแบบ จะบอกว่าเป็นแอ็กชั่นชิลๆก็ว่าได้
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 5.9/10

ป.ล. เรื่องนี้ยูริชัวร์ป้าบ ผู้ชายเป็นแค่ตัวประกอบ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 10: Jinrui wa Suitaishimashita (12 ตอนจบ)



มาแหวกแนวกันซักหน่อยกับไลท์โนเวลจิกกัดสังคมที่วางเซ็ตติ้งในอนาคตที่มนุษย์โลกกำลังเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย โดยมีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่ขึ้นมาดำรงชีวิตและมีบทบาทสำคัญบนโลกแทน นั่นคือ "ภูติ" สิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่มีสติปัญญาล้ำเลิศ การดำเนินเรื่องจะมองผ่านนางเอกที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างมนุษย์และภูติ และต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับปรากฏการณ์ต่างๆที่มีภูติเหล่านี้มาเกี่ยวข้อง

คอนเซ็ปท์ของเรื่องจะมองไปที่ความเป็นไปต่างๆและสะท้อนปัญหาและความเสื่อมทรามของสังคมปัจจุบันออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับใกล้ตัวอย่างการกลั่นแกล้งในสังคมเล็กๆหรือการใส่หน้ากากเข้าหากัน ไปจนถึงเรื่องของการคอรัปชั่นในคนหมู่มากและการชี้นำมวลชน ลำดับของเรื่องเป็นการเล่าย้อนหลังจากอนาคตไปถึงอดีตของนางเอกซึ่งความจริงก็ถือว่าน่าสนใจดี แต่น่าจะมีวิธีที่ยืดหยุ่นกว่านี้ในการสร้างความน่าสนใจ (เช่นรูปแบบฮารุฮิ) ตัวนางเอกที่นำเรื่องมีบุคลิกที่น่าสนใจพอสมควร เพราะการนำเสนอจะให้เราเข้าไปที่ความคิดของนางเอกที่แสดงความรู้สึกต่อเรื่องราวรอบตัวอย่างตรงไปตรงมา เวลานางเอกด่าในใจอาจจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเจ็บแบบโดนๆไปด้วย โดยรวมถือว่ามีการนำเสนอที่แปลกใหม่น่าสนใจดี แต่ยังขาดจังหวะจะโคนในการสร้างความตื่นเต้นในน่าติดตาม บางตอนก็สนุกมาก บางตอนก็ทำอารมณ์ขาดช่วงและกลายเป็นน่าเบื่อไปเลย

น่าสนใจดีแต่ไม่ค่อยตื่นเต้น
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 7.4/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 9: Koi to Senkyo to Chocolate (12 ตอนจบ)



นี่ก็เป็นโรแมนซ์จาก Visual Novel อีกเรื่องหนึ่ง คราวนี้วางตอนเซ็ปท์เกี่ยวกับการเข้าชิงตำแหน่งประธานนักเรียนของ โอจิมะ ยูกิ พระเอกของเรื่อง ตัวแทนจากชมรมวิจัยอาหารที่กินเงินสนับสนุนของโรงเรียนโดยไม่มีกิจกรรมเป็นเรื่องเป็นราว และกำลังพบกับวิกฤติการยุบชมรม ยูกิจะต้องชิงตำแหน่งประธานนักเรียนเพื่อรักษาพื้นที่ของพวกเขาเอาไว้ และจะต้องรับมือกับการเลือกตั้งที่มีอุปสรรคหลากหลายรูปแบบรออยู่ พร้อมกับเข้าไปพัวพันกับสาวๆมากหน้าหลายตาตามสไตล์เกมจีบสาว

ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้มีประเด็นและการนำเสนอที่น่าสนใจมากพอสมควร ด้านการหาเสียงเลือกตั้งและปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทางนั้นทำออกมาโดยมีสาระมาพอสมควร แม้จะเป็นแต่การเลือกตั้งตำแหน่งประธานนักเรียน แต่ก็เจาะลงไปที่เบื้องลึกเบื้องหลังการคอรัปชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปิดปากด้วยผลประโยชน์หรือใช้กำลังเมื่อเกิดการขัดผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ในด้านนี้ถือว่าทำได้เกินคาด แต่ด้วยความที่ต้นฉบับเป็นเกมจีบสาว ทำให้จังหวะลงตัวกับใครซักคนทำได้ยากหน่อย ซึ่งเรื่องนี้ปิดเรื่องความสัมพันธ์กับสาวๆแต่ละคนได้ค่อนข้างดี น่าเสียดายที่รูทที่เลือกมาค่อนข้างติ้นเขินและออกแนวเมโลดราม่ามากไปหน่อย นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่อีกบางจุดที่ไม่ได้ปะให้เรียบร้อย แต่โดยรวมถือว่ามีเนื้อหาและการดำเนินเรื่องที่ดี สร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมได้ดี และมีคุณภาพที่ค่อนข้างเรียบร้อย

เป็นเรื่องเป็นราวกว่าที่คิดมาก เสียดายด้านโรแมนซ์ตื้นไปหน่อย
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 6.0/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 8: Campione! (13 ตอนจบ)



นี่ก็เป็นไลท์โนเวลอีกเรื่องที่เล็งไปทางผู้เสพฮาเร็มโดยเฉพาะ โดยมี คุซานางิ โกโด ผู้พิชิตเทพและได้รับพลังเทพมาครอบครองพร้อมฉายาคัมปิโอเน่หรือผู้พิฆาตเทพ และเขาก็จะต้องเข้าไปอยู่ในวังวนแห่งการต่อสู้ร่วมกับเหล่าสาวๆที่เข้ามาคลอเคลีย

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเรื่องนี้เห็นจะเป็นฉากจูบที่ร้อนแรงระหว่างโกโดและสาวๆในสังกัด เพราะทุกครั้งที่โกโดจะระเบิดพลังเทพๆจะต้องได้รับจุมพิตจากสาวๆก่อน ส่วนรองลงมาก็อยู่ที่สาวๆที่มารายล้อมโกโดแต่ละคนนั้นค่อนข้างจะมีความเร่าร้อนที่ไม่แพ้ความเทพของโกโดเลย เรียกได้ว่าเป็นฮาเร็มที่มีคุณภาพเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว นอกเหนือจากนี้ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษแล้ว เนื้อเรื่องนั้นมีคอนเซ็ปท์ที่น่าสนุกดีแต่ใช้การบรรยายมากไป ทำให้เวลาเป็นอนิเมะจะอืดอาดน่ารำคาญและทำให้รู้สึกไม่ค่อยสมเหตุสมผลในฉากบู๊ จังหวะการเดินเรื่องก็ค่อนข้างเร่งรัดและไม่ค่อยเป็นระเบียบแบบแผน ช่องโหว่ในเนื้อเรื่องก็มีมากมายนับไม่ถ้วน ต้องบอกว่าดูเอามันส์ได้อย่างเดียว แต่เวลาดูจะได้ลุ้นมากตอนสาวๆแข่งกันทำแต้ม ทำให้ดูได้อย่างต่อเนื่องไม่มีเบื่อ

จูบกันได้มันส์ที่สุดในประวัติศาสตร์
ความเพลิดเพลิน: C+
คุณภาพ: 6.0/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 7: Binbougami ga! (13 ตอนจบ)



เรื่องนี้เป็นมังงะจาก Jump Square ที่ได้ SUNRISE หิ้วมาทำเป็นอนิเมะยิงมุข เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ซากุระ อิจิโกะ ผู้ถูกจับตามองจากยมโลกเพราะเป็นมนุษย์ที่มีโชคมหาศาลทั้งยังดูดเอาโชคจากคนรอบข้างมาด้วย ก่อให้สมดุลของโลกมนุษย์สูญเสียความมั่นคง ยมโลกจึงส่งเทพยาจกอย่างโมมิจิมาดูดเอาโชคของอิจิโกะไปเพื่อกระจายสู่ชาวโลกอย่างทั่วถึงกัน

เรื่องนี้ทำไปทำมาแทบจะเขวี้ยงสาระทิ้งไปเลยทีเดียว ด้วยการยิงมุขรัวเป็นปืนกลจนไม่มีเวลาคิดหาสาระ แม้ว่ามุขส่วนใหญ่จะเป็นการล้อเลียนเรื่องอื่นๆแต่หลายๆครั้งก็จัดว่าเข้าท่าทีเดียว ต้องยกย่องทีมพากย์ที่มีผลงานโดดเด่นน่าชื่นชมใส่อารมณ์เวลาพากย์ได้สะแด่วมาก นอกจากนี้ยังเล่นสาระสำคัญไปที่การเติบโตของอิจิโกะภายใต้การชี้นำของโมมิจิ จากเด็กผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวและเหยียบหัวคนอื่นตลอดเวลาก็รู้จักปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะไม่ได้เป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่อะไรแต่ก็ถือว่านำมาใช้ได้ไม่เลว นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงคาแรกเตอร์ของโมมิจิในตอนท้ายให้มีบทซึ้งๆน่าสนใจอีกด้วย โดยรวมก็ไม่ได้ถือว่าเป็นอนิเมะที่สุดยอดในด้านคอเมดี้หรือดราม่า แต่ทำได้ดีในทั้งสองด้าน

อย่างฮาเลย มาซึ้งนิดหน่อยตอนจบก็ถือว่าไม่เลว
ความเพลิดเพลิน: C+
คุณภาพ: 7.4/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 6: Accel World (24 ตอนจบ)



จากไลท์โนเวลแนวไซไฟในโลกอนาคตที่มีเทคโนโลยีส่งผ่านข้อมูลเข้าสู่สมองมนุษย์ได้โดยตรง มีพระเอกสายพันธุ์หมูบินอย่าง อาริตะ ฮารุยูกิ ที่ทำอะไรไม่ได้เรื่องซักอย่างยกเว้นเล่นเกม จนกระทั่งเขาได้มาพบกับ คุโรยูกิฮิเมะ และถูกเชิญชวนเข้าสู่ Brain Burst เกมต่อสู้เวอร์ชวลในโลกสมองมนุษย์สามารถเร่งความเร็วได้อย่างมหาศาล และความเร็วของฮารุยูกิในโลกนี้ทำให้เขาถูกจับตามองจากผู้สังเกตการณ์มากมาย

เนื้อหาของเรื่องนี้ก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรมาก คอนเซ็ปท์โดยรวมก็อยู่ที่การพัฒนาของฮารุยูกิไปสู่จุดสูงสุดของเกมที่เป็นเป้าหมายระยะยาว ทำให้อารมณ์ตลอดซีซั่นจะเหมือนกับค่อยๆลัดเลาะผ่านปลาซิวปลาสร้อยทั้งหลาย โดยเฉพาะครึ่งแรกของเรื่องจะไม่ค่อยน่าสนใจไปถึงขั้นน่าเบื่อเลยทีเดียว อีกทั้งยังรู้สึกว่าในเนื้อเรื่องมันจะมีออพชั่นสะดวกใช้ที่ออกมากู้สถานการณ์อยู่มากมาย บางครั้งดูแล้วรู้สึกว่ามันจะได้จังหวะเหมาะเจาะเกินไปหน่อย โดยรวมแล้วมีความรู้สึกว่าเนื้อเรื่องไม่มีความรัดกุมเท่าที่ควร นอกจากนี้การออกแบบตัวละครหลักๆนอกเหนือจากฮิเมะก็ออกแนวน่าเบื่อน่ารำคาญไปซะหมด ตัวละครที่น่าสนใจกลับเป็นพวกตัวประกอบ เช่น เรกเกอร์ โรลเลอร์ เคอร์เรนท์ เลโอพาร์ด และเมกุมิ หรือแม้แต่ตัวร้ายอย่างโนอุมิ แต่ต้องยกความดีความชอบให้กับ SUNRISE ที่วางแผนดำเนินเรื่องได้อย่างลงตัว สร้างความน่าสนใจให้กับเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยน่าสนใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งยังทำฉากบู๊และกราฟฟิคเชิงเทคโนโลยีในเรื่องได้วูบวาบอลังการดีมาก

ช่วงแรกๆน่าเบื่อมากแต่คุมจังหวะการดำเนินเรื่องได้ยอดเยี่ยม ทำให้รักษาความน่าติดตามเอาไว้ได้
ความเพลิดเพลิน: C+
คุณภาพ: 7.0/10

หมายเหตุ: ดูอันดับที่ 3 ประกอบรายละเอียด

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 5: Oda Nobuna no Yabou (12 ตอนจบ)



อีกครั้งกับการทำให้ประวัติศาสตร์โมเอะขึ้น เมื่อไลท์โนเวลจับผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเซนโกคุทั้งหลายมาแปลงเพศเป็นสาวน้อยอีกครั้ง โดยมี ซางาระ โยชิฮารุ ผู้เดินทางข้ามเวลาจากยุคปัจจุบันไปสู่อดีตเพื่อรับบทเป็น โทโยะโทมิ ฮิเดะโยชิ ขุนพลลิงคู่ใจของ โอดะ โนบุนะ ผู้นำตระกูลโอดะที่หมายมั่นจะรวมญี่ปุ่นเป็นหนึ่ง

บอกได้เลยว่านี่เป็นการจับประวัติศาสตร์มาทำโมเอะได้ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา เพราะเรื่องนี้มีเนื้อหามีการวางแผนเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่แค่ให้สาวๆออกมาแบ๊วไปวันๆ เวลารบเวลาเครียดก็จริงจังได้อารมณ์ร่วมดีทั้งในมุมดราม่าและแอ็กชั่น ด้วยความที่อิงประวัติศาสตร์ไว้แค่หลวมๆและดัดแปลงเยอะพอสมควร ทำให้จับโน่นปะนี่ได้ง่ายและมีเนื้อหาค่อนข้างไหลลื่น ปัญหาหลักที่ทำให้เรื่องนี้ไม่สามารถไปถึงขั้นยอดเยี่ยมได้ก็คือส่วนผสมคอเมดี้ที่บีบให้ปลายของปัญหาจะต้องออกมาแฮปปี้ทุกครั้งไป ทำให้เดาทางง่าย เวลาเกิดเหตุร้ายขึ้นจะไม่ค่อยสร้างความกดดันมากนัก ในส่วนของตัวละครหลักต่างก็มีจุดเด่นเป็นเสน่ห์ของตัวเองดี แม้ว่าโยชิฮารุจะทำอะไรไม่ค่อยยั้งคิดสร้างความขัดใจให้กับผู้ชมอยู่เป็นครั้งคราว แต่ก็ถือว่าเป็นพระเอกที่มีจิตใจที่เร่าร้อนดี นอกจากนี้ด้านโรแมนซ์ก็พัฒนาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะกับโนบุนะที่เป็นนางเอกหลักหรือเหล่าฮาเร็มในสังกัดทั้งหลาย เพียงแต่รู้สึกพี่ลิงแกจะสะสมเด็กประถมเยอะไปซักหน่อย

สนุกแบบเหนือความคาดหมายมาก
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 6.8/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 4: TARI TARI (13 ตอนจบ)



มาที่ Slice of Life ออริจินัลของ P.A. Works กับเรื่องราวจับฉ่ายของชมรมขับร้องประสานเสียง(และแบทมินตันเป็นครั้งคราว) มีตัวดำเนินเรื่องหลักเป็นสาวสาว มิยาโมโตะ โคนัตสึ ที่ชื่นชอบการร้องเพลงและต้องดิ้นรนเพื่อโอกาสสุดท้ายในการร้องเพลงก่อนจบการศึกษา กับเพื่อนสนิทอย่าง โอคิตะ ซาวะ ที่ใฝ่ฝันจะเป็นจ๊อกกี้อาชีพ ร่วมด้วย ซาไก วาคานะ เด็กสาวผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรีสูงแต่พ่ายแพ้ให้กับความเจ็บช้ำในอดีตที่ทำให้ต้องหนีจากดนตรีไป

แนวทางของเรื่องนี้เป็น Slice of Life ที่เต็มรูปแบบสมชื่อเรื่องจริงๆ นั่นคือมีการทำโน่นบ้างทำนี่บ้างไปตามเรื่องโดยไม่ได้มีแพทเทิร์นที่ตายตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้จุดนี้ร่วมกับการเขียนบทที่แนบเนียนทำให้กลายเป็นออกมามีความน่าสนใจและตลกขบขันดี ในช่วงกลางเรื่องจะเริ่มเข้าสู่ดราม่าของแต่ละคนที่ทำให้ภาพรวมออกนอกลู่นอกทางไปพอสมควร อย่างไรก็ตาม ดราม่ากลางเรื่องนี้ก็นำไปสู่การพัฒนาตัวละครแต่ละคนได้อย่างยอดเยี่ยม จุดที่เสียเปรียบก็อยู่ที่คอนเซ็ปท์ที่ดำเนินเรื่องอย่างสะเปะสะปะไปหน่อย มีแต่หมัดแย็บที่สะกิดได้เยอะแต่ไม่มีหมัดพิฆาตที่จะใส่แต้มได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เรียกว่าเป็นอนิเมะที่ดูชิลๆแต่ไม่มีพีก

มีขึ้นมีลง แต่โดยรวมก็ยังถือว่าเป็น Slice of Life ที่ดีมาก
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 6.8/10

ป.ล. แบดมินตันสะกดอย่างนี้ครับ ที่ผมพิมพ์ด้วย ท ข้างต้นนั้นจงใจเพราะในเรื่องสะกดชื่อชมรมอย่างนั้น

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 3: Sword Art Online (ยังไม่จบ)
ความเพลิดเพลิน: B+
ที่จริงก็สนุกดี แต่ยังทำอารมณ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร และขาดความต่อเนื่องที่พึงมี ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วถือว่า SUNRISE ทำผลงานกับ Accel World ได้ยอดเยี่ยมกว่า เพราะจริงๆแล้วเนื้อเรื่อง SAO ทั้งสนุกและมีความรัดกุมเหนือกว่ามาก แต่ A-1 มีคุณภาพการผลิตในภาพรวมที่สู้ไม่ได้เลย ทำให้มีคะแนนนำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 2: Hyouka (22 ตอนจบ)



และก็มาถึงหนึ่งในอนิเมะที่เป็นกระแสมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ เมื่อ Kyoto Animation จับนิยายสืบสวนสอบสวนมาใส่ความโมเอะลงไป ดำเนินเรื่องโดย โอเรกิ โฮทาโร่ หนุ่มพลังงานต่ำผู้มีพรสวรรค์ในการสันนิษฐานจากข้อมูลที่มี และ จิทันดะ เอรุ คุณหนูผู้มีอยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกเรื่อง ทั้งยังมีพรสวรรค์ในการบังคับให้โฮทาโร่ใช้สมองอันปราดเปรื่องไขปริศนาต่างๆให้เธอได้บริโภค โดยมีทั้งคู่เป็นสมาชิกชมรมวรรณกรรมที่มักจะได้เข้าไปเจอกับปริศนาหลากหลายรูปแบบอยู่เรื่อยๆ

รูปแบบของเรื่องนี้จะค่อนข้างแปลกใหม่ไม่ว่าจะสำหรับหมวดโรแมนซ์หรือหมวดสืบสวนก็ตาม เพราะการดำเนินเรื่องค่อนข้างจะเนิบนาบ ไม่ได้สร้างพีกให้มีความระทึกใจ ตัวปริศนาที่นำเสนอก็มีหลากหลายรูปแบบแต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่ส่งผลกระทบร้ายแรง บวกกับการคิดนอกกรอบในการไขปริศนา ทำให้สามารถดูได้สบายๆในขณะที่คงความน่าสนใจไว้ด้วย ในช่วงแรกๆจะรู้สึกว่าปริศนาดูธรรมดาๆมาก ดังนั้นคงจะพูดได้ว่านี่เป็นเรื่องที่อาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาแนวสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง แต่ยิ่งเข้าสู่กลางเรื่องไปเรื่อยๆจะไม่ได้มีแค่ปริศนาเท่านั้น ยังมีการวางแผนและการใช้สมองแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆด้วย นอกจากนี้ยังมีการออกแบบตัวละครได้อย่างน่าสนใจทั้งตัวหลักและสมทบ มีการผสมปมดราม่าของตัวละครเข้าเป็นส่วนหนึ่งของปริศนาได้อย่างกลมกลืน อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมเกาะติดเรื่องนี้ก็คือประเด็นโรแมนซ์ของพระนางทั้งสองคู่ที่น่ารักน่าลุ้นกันเหลือเกิน น่าเสียดายที่ประเด็นโรแมนซ์ไม่ได้ข้อสรุปที่สมบูรณ์ แต่ผู้สร้างเองก็มีศิลปะในการอ่อยเหยื่อให้ผู้ชมอยากแล้วจากไปทำให้ละสายตาไม่ได้ ทั้งยังอัดแน่นไปด้วยคุณภาพที่การันตีด้วยชื่อสตูดิโอ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในระดับสุดยอดของปีนี้เลยทีเดียว

เป็นหลายสิ่งหลายอย่างที่ผสมผสานกันได้ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ
ความเพลิดเพลิน: A
คุณภาพ: 8.6/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อันดับที่ 1: Kokoro Connect (13 ตอน และยังมีต่ออีก 4 ตอนที่จะลงบลูเรย์)
ความเพลิดเพลิน: A
ไม่ได้คาดหวังไว้สูงเท่าไหร่แต่เกินเป้าไปมาก ยอดเยี่ยมหมดทั้งมุมดราม่า โรแมนซ์ และคอเมดี้ รักษาจังหวะของเรื่องให้ผู้ชมลุ้นตามไปได้ตลอดเวลา เสียตรงช่วงกลางถึงท้ายเรื่องที่เนื้อหาอ่อนลงไปบ้าง และเผาเยอะไปหน่อย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Comment

Comment:

Tweet

เยอะมาก พึงรู้ว่ามีอนิเมะดีๆเยอะขนาดนี้ แถมลายเส้นและเนื้อเรื่องยังมีคุณาพด้วย แบบนี้ต้องตามดูสะแล้ว ขอบคุณคร้าบ confused smile
Hot! Hot!

#4 By Ti'is on 2013-01-02 18:33

ขอบคุณสำหรับรีวิวครับ
ได้ดู Kokoro ตอน1 แล้วเกือยจะดรอบเพราะไม่ค่อยชอบแนวนี้
แต่ฝืนดูเพราะได้อ่านรีวิว แล้วเลยรู้ว่าสนุกจริงครับ

#3 By AnimeLover (103.7.57.18|61.90.56.224) on 2012-10-05 17:41

Ebiten ความจริงดูครับ แต่ไม่ค่อยติดมากบวกกับเป็น ONA เลยไม่มีไฟล์ชัดๆดู ตอนนี้ก็เลยติดสถานะกึ่งๆ Dropped/On-hold

#2 By KaitoDash on 2012-10-01 16:44

ดูเยอะอีกเช่นเคยHot!
หลายเรื่องเราไม่ได้ดู แต่ส่วนใหญ่เรื่องที่ดูก็คือเรื่องที่อยู่อันดับต้นๆ ความเห็นไม่ต่างกันมาก
ว่าแต่แปลกใจไม่มี ebiten ด้วย

#1 By φυβλας on 2012-10-01 16:30