[Final Review] Anime of Winter 2013

posted on 16 Apr 2013 20:43 by kaitodash in Review directory Cartoon, Entertainment
กลับมาอีกครั้งกับรีวิวอนิเมะประจำซีซั่นครับ ช่วงนี้อาจจะเห็นผมหายหน้าหายตาไปจากบล็อกเพราะงานยุ่งมาก ก็ถือเป็นโชคดีที่มีเวลาหยุดสงกรานต์สี่วันให้เคลียร์ได้พอดี แต่ครั้งนี้ผมคงจะลดรายละเอียดลง เอาแต่เนื้อๆเน้นๆเท่านั้น

ครั้งนี้มีอนิเมะที่จบไปเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมาทั้งหมด 22 เรื่อง บวกกับอีกหนึ่งเรื่องที่เลื่อนมาฉายปลายเดือนเหมือนกัน คือ Girls und Panzer โดยผมก็จะยังคงเรียงลำดับตามความเพลิดเพลินของผมเหมือนเดิม

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 22: Mangirl! (ตอนละ 3 นาที 13 ตอนจบ)



เริ่มกันที่การ์ตูนสี่ช่องที่เปิดเบื้องลึกเบื้องหลังวงการการ์ตูนกันแบบขำๆ โดยวางเรื่องให้สี่สาวเปิดสำนักพิมพ์ใหม่ขึ้นมาจากศูนย์ แล้วค่อยๆขยับขยายกิจการออกไปให้เห็นว่าการจะตั้งสำนักพิมพ์และออกการ์ตูนซักเรื่องต้องทำยังไงบ้าง คล้ายๆดู Bakuman ฉบับย่อสุดๆและเปลี่ยนไปดูจากมุมมองของสำนักพิมพ์แทน ดูเหมือนจะพยายามทำให้ตลกแต่ไม่ค่อยจะตลกเท่าไหร่

ตลกเรียบๆที่ไม่ค่อยฮา แต่ก็ยังพอดูได้
ความเพลิดเพลิน: D
คุณภาพ: 4.8/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 21: AMNESIA (12 ตอนจบ)



จัดว่าเป็นการผลิตอนิเมะจากโอโตเมะเกมที่จัดเวลาได้ดีพอสมควร สามารถอัดเนื้อหาถึงห้ารูทลงในสล็อต 12 ตอนได้โดยยังคุมภาพรวมจังหวะของเรื่องเอาไว้ได้ ผสมเนื้อหาโลกคู่ขนานกับการสับรางได้ลงตัวพอดี แต่เสียที่เนื้อหาแต่ละรูทค่อนข้างน่าเบื่อไปหน่อย แล้วก็เปิดปลายเปิดตอนจบทำให้รู้สึกเสียเวลากับการดูทั้งเรื่องไปโดยเปล่าประโยชน์ นางเอกกับภูตน้อยที่เป็นคนนำทางค่อนข้างน่ารำคาญ แต่พระเอกห้าคนนิสัยน่าสนใจแตกต่างกันไป คาใจอยู่เรื่องเดียวคือทำไมมันจะต้องคอสเพลย์ตลอดเวลา แล้วไม่คิดจะอาบน้ำกันมั่งหรือไง

ขาดแรงผลักดันบางอย่างที่จะทำให้สนุก (สรุปคือไม่สนุก)
ความเพลิดเพลิน: D
คุณภาพ: 4.5/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 20: Da Capo III (13 ตอนจบ)



กลับมาอีกครั้งกับตำนานรักซากุระบานที่วนเวียนไปมีวันจบสิ้น มีตัวละครในภาคเก่าโผล่หน้าโผล่ตาออกมาให้เห็นหลายคน ทั้งพวกอยู่ยงคงกระพันและพวกที่โผล่มาในแฟลชแบ็ก แต่ภาคนี้เนื้อเรื่องอ่อนมากซะจนดูไปเหมือนไม่ได้อะไรเลย เวลากว่า 80% หมดไปกับการเซอร์วิสโดยให้สาวๆผลัดกันออกมานัวเนียพระเอกอย่างไม่มีเหตุผล แล้วก็ดูเหมือนจะไม่ได้ลงรูทไหนจริงจังด้วย แถมพระเอกก็ป๊อดซะจนไม่รู้จะด่ายังไง ต้องไปหวังเอาว่าท้ายภาคที่เหมือนกับจะมีภาคต่อจะมีอะไรออกมาให้ประทับใจได้บ้างหรือไม่

ถ้าไม่ใช่ว่าดูเหมือนจะมีภาคต่อ เรื่องนี้คงต้องได้รับเกียรติให้พบกับ Shift+Del
ความเพลิดเพลิน: D
คุณภาพ: 3.9/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 19: Ixion Saga DT (25 ตอนจบ)



เรื่องนี้เป็นการ์ตูนตลกที่ใช้แนวทางอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ควรใช้สามัญสำนึกเวลาดู แค่สองตอนแรกตัวละครสุดเท่ก็โดนพระเอกเตะไข่แตกไปตอนละใบ แล้วยังมีฟุคุจุนมาพากย์เป็นตุ๊ดเสียงหล่อ และปิดท้ายด้วยวิทยาการอันแสนบรรเจิดของ Ixion ทำให้บอกว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในอนิเมะที่เสื่อมที่สุดในจักรวาลก็ไม่ถึงกับเกินจริงนัก แต่บางมุขก็เถรตรงเกินไปหน่อย บางทีเลยรู้สึกว่าคนคิดมุขขี้เกียจไปหน่อยแล้วก็ไม่ขำ

ขำบ้างไม่ขำบ้าง แต่เสื่อมเต็มพิกัด
ความเพลิดเพลิน: D+
คุณภาพ: 5.4/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 18: Minami-ke Tadaima (13 ตอนจบ)



การกลับมาครั้งที่สี่ของ Minami-ke ต้องเรียกว่ากลับคืนสู่วิถีเดิมอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะวิธีชงมุข ตบมุข และดำเนินเรื่องกลับไปเหมือนภาคแรกเป๊ะๆ คราวนี้คงจะถือว่ากลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง ถึงจะขำบ้างไม่ขำบ้างแต่ก็ดูสนุกพอสมควร ตัวละครที่เคยจืดจางหลายๆตัวก็ดันบทได้ดี

กลับมาดูได้แล้ว
ความเพลิดเพลิน: D+
คุณภาพ: 6.1/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 17: AKB0048 next stage (13 ตอนจบ)



ภาคต่อของสงครามไอดอลระดับจักรวาลที่ขยายเนื้อหาให้ลึกขึ้น สร้างปริศนาของเรื่องขึ้นมาผสมกับธีมของ AKB ได้น่าสนใจพอสมควร ทั้งความสัมพันธ์ในพล็อตหลายๆส่วน ได้แก่ เป้าหมายของ DES และ Zodiac พลังงานจากการเปล่งประกายของไอดอล และความมุ่งมั่นของเหล่าไอดอล ที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด โดยผนวกความเข้มข้นของโซเซนเคียวเข้าไปได้อย่างกลมกลืน ทำให้ผลักดันการพัฒนาตัวละครนำหลายๆตัวได้ดี โดยเฉพาะ นางิสะ จิเอริ และยูโกะ แต่ยังมีจุดด้อยเดิมๆที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของคาวะโมริคือการใช้ความเลี่ยนเป็นหลักและมองข้ามตรรกะไป อย่างไรก็ตามครั้งนี้ถือว่าปิดภาคได้สมบูรณ์แบบและอลังการ โดยยังทิ้งปริศนาบางส่วนเอาไว้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นภาคสามออกมาปิดช่องโหว่

สนุกกว่าภาคแรกมาก หวังว่าจะมีภาคสามออกมาเร็วๆนี้
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 6.2/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 16: GJ-bu (12 ตอนจบ)



ตอนแรกที่ดูเรื่องนี้ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก คิดว่าจะเป็นแนวฮาเร็มธรรมดาๆ แต่ไปๆมาๆกลายเป็น K-ON! ที่มีพระเอกไปซะงั้น มุขที่เล่นในเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดเทพอะไรมาก ส่วนใหญ่เป็นมุขง่ายๆที่เหมือนจะเคยเจอมาหมดแล้วแต่ดูไปดูมากลับสนุกใช้ได้ แม้ว่าการออกแบบตัวละครจะไม่ได้แปลกใหม่อะไรแต่อาศัยความหลากหลายสร้างสีสันได้หลายอย่าง ถ้าจะให้พูดจริงๆต้องบอกว่าเป็น Slice of Life ที่สนุกมากเรื่องหนึ่ง ที่เสียเปรียบกว่าเรื่องอื่นเห็นจะเป็นเรื่องทุนสร้างอย่างเดียว ทำให้ไม่ค่อยได้เห็นการออกแบบฉากและชุดที่หลากหลายและอนิเมชันธรรมดาๆ

ไม่ได้คาดหวังมาก แต่สนุกเกินคาด
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 6.2/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 15: Tamako Market (12 ตอนจบ)



ถ้าบอกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรกับ GJ-bu มากแต่กลับสนุกเกินคาด Tamako Market ก็เป็นด้านตรงข้ามกันเลย ด้วยความที่มีชื่อเกียวอนิค้ำอยู่ทำให้ถูกตั้งความหวังไว้สูงลิบว่าจะเป็น Slice of Life ระดับเทพอีกเรื่อง แต่ออกมาธรรมดาๆไม่ได้ตลกมาก บางทีออกฝืดๆด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังออกแนวกวนคนดูด้วยโรแมนซ์ครึ่งๆกลางๆตามสไตล์ และปิดเรื่องด้วยการฝืนเร่งเนื้อหาที่เหมือนกับจะดราม่า(?)อีกด้วย ตัวละครไม่ได้มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นน่าดึงดูด ยิ่งเจ้านกพูดได้ที่เป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าไม่ตลกกับมันก็จะเกลียดมันไปเลย (และเท่าที่ดูจากกระแส เห็นจะเป็นอย่างหลังเยอะกว่า) มีแต่งานภาพอย่างเดียวที่โดดเด่นตามคาด นอกนั้นไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่ถ้าไม่ได้คาดหวังกับมันสูงเกินไปก็ถือว่าเป็นอนิเมะชิลๆที่ดูได้

ไม่สนุกเท่าที่หวัง แต่ก็ไม่แย่
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 5.9/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 14: Sasami-san@Ganbaranai (12 ตอนจบ)



นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่คาดหวังไว้สูงแล้วผิดหวังเหมือนกัน จังหวะการดำเนินเรื่องแทบจะเรียกได้ว่าเละเทะ แม้ว่าปกติ SHAFT จะชอบความเละเทะในการกำกับ แต่ก็ไม่ใช่เละเทะแบบนี้ จังหวะของเรื่องขึ้นเร็วลงเร็วจนคนดูตามอารมณ์ของเรื่องไม่ค่อยทัน ส่งผลให้ดูแล้วไม่น่าสนใจไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร เพราะไม่รู้จะสนใจตื่นเต้นตอนไหนดี ตัวละครอาจจะเรียกได้ว่าน่าสนใจในแบบของตัวเอง แต่ก็ยังไม่ใช่จุดแข็งของเรื่อง เพราะทุกตัวมีลักษณะที่สุดโต่งเกินไปกันทั้งนั้น ทำให้เน้นมุมใดมุมหนึ่งของแต่ละคนมากซะจนยากจะใส่ใจมุมอื่นๆ ถ้าจะมีตัวละครที่น่าสนใจก็เห็นจะเป็นสุรุกิกับคางามิที่มีสมดุลในการออกแบบค่อนข้างดี ส่วนพระเอกนั้นแม้ว่าจะดูลึกลับเป็นปริศนา แต่ก็ดันไม่ได้แสดงออกอะไรมาก

เหมือนจะสนุก แต่ไม่สนุกเท่าที่ควร
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 5.8/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 13: Little Busters! (26 ตอนจบ)



หนึ่งในอนิเมะที่ถูกคาดหวังมากที่สุดในรอบปี น่าเสียดายที่ออกมาเป็นอนิเมะแล้วค่อนข้างล้มเหลว ด้วยความเถรตรงของ J.C.STAFF ที่ทำทุกอย่างตรงๆไล่รูทเก็บอีเว้นท์ตามสเต็ปโดยไม่ยอมออกนอกกรอบเลย หลายคนที่เล่นเกมอาจจะบอกว่ามีเนื้อหาหลายส่วนตกหายไป แต่ผมมองว่ารายละเอียดปลีกย่อยในการผลิตไม่ได้สำคัญมากถ้าหากภาพรวมออกมาสนุก จากที่ดูผมยังคิดว่าน้ำเยอะและมุขฝืดเยอะไปจนน่าเบื่อด้วยซ้ำ ในส่วนของดราม่าที่ได้ดูมาสี่รูท (โคมาริ มิโอะ ฮารุกะ คุด) นั้นถือว่าใช้ได้สำหรับการวอร์มอัพ แต่สำหรับภาค Refrain ที่ประกาศทันทีหลังฉายจบนั้นหวังว่าจะมีดราม่าที่เข้มข้นกว่านี้ สรุปแล้วภาคนี้ค่อนข้างน่าเบื่อและน่าผิดหวังมาก แต่ผมเคยเจอสถานการณ์เดียวกันมาแล้วกับ CLANNAD ที่ภาคต่อเทพเป็นคนละเรื่อง ดังนั้นจึงต้องรอดูต่อไปว่าจะทำให้ผมกลับมาแก้คะแนนได้หรือไม่

ยังให้โอกาสแก้ตัวในภาค Refrain อาจจะกลับมาแก้คะแนนได้
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 6.0/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 12: Love Live! School idol project (13 ตอนจบ)



เป็นเรื่องเกินความคาดหมายพอสมควร แม้จะชงเรื่องแบบง่ายๆแต่การดำเนินเรื่องไหลลื่นดี ตั้งแต่ก่อตั้งและพัฒนาทีมสลับกับรวบรวมสมาชิกจนครบ มีการพัฒนาตัวละครอย่างช้าๆแต่มั่นคง มีจุดเสียที่การกระจายบทเล็กน้อยทำให้ตัวละครบางคนขาดมิติไปบ้าง แต่ภาพรวมของทีมดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดี ท้ายเรื่องอัดดราม่าที่ค่อนข้างจะอ่านทางได้เข้ามาผสมโรงนิดหน่อย แต่ก็เคลียร์เรื่องปิดได้อย่างราบรื่นดี ถือว่าจบได้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ถ้ามีภาคต่อก็จะดีมาก แต่ไม่มีก็ไม่เป็นไร

สนุกดีใช้ได้
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 6.8/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 11: Kotoura-san (12 ตอนจบ)



ทีแรกเข้าใจว่าเป็นแนวตลกไร้สาระ แต่เอาเข้าจริงดราม่าเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว ช่วงต้นเรื่องดราม่ากดดันมาก แต่ค่อยๆผ่อนเกียร์ลงจนเครื่องเกือบดับไปตอนประมาณกลางๆเรื