[Final Review] Anime of Winter 2014

posted on 20 Apr 2014 01:45 by kaitodash in Review directory Cartoon, Entertainment
จบไปอีกหนึ่งซีซั่นแล้วครับ ก่อนอื่นเรื่องที่ดร็อปในซีซั่นนี้ ได้แก่

SoniAni SUPER SONICO THE ANIMATION (9 ตอน): ความจริงก็พอดูได้เรื่อยๆ แต่ขี้เกียจดูซะก่อน
Wake Up, Girls! (8 ตอน): มันเหมือนจะสนุกแต่ไม่สนุกแฮะ
Z/X IGNITION (7 ตอน): พยายามดูอยู่นานว่ามันจะสนุกมั้ย แต่มันก็ไม่ถึงจุดซะที
Nobunagun (4 ตอน): พอดูได้ แต่ไม่รู้สึกอยากดู
Sekai Seifuku -Bouryaku no Zvezda- (3 ตอน): ใช้ได้ แต่พอดูไปเรื่อยๆก็รู้ละว่าไม่ใช่แนว
Witch Craft Works (3 ตอน): ไม่ใช่แนวเลยจริงๆ
Toaru Hikuushi e no Koiuta (2 ตอน): ตัวละครน่ารำคาญอย่างมาก ทั้งพระเอก นางเอก และตัวประกอบ
Onee-chan ga Kita (2 ตอน): เอิ่ม..
Strange+ (1 ตอน): อะไรของพวกมัน

ส่วนเรื่องที่ดูจบไปแล้วในซีซั่นนี้มีมากถึง 19 เรื่อง และดูต่อไปอีก 3 เรื่อง เรียงลำดับตามความเพลิดเพลินของผมเองได้ ดังนี้

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 22: Mahou Sensou (12 ตอนจบ)



เริ่มกันที่อนิเมะที่เฟลที่สุดในรอบหลายปีกันก่อนเลย ตั้งแต่ผมเชียนบล็อกมาเรื่องนี้นับเป็นเรื่องแรกที่ดูจนจบแล้วแจกเกรด F ให้ในตอนจบเลยทีเดียว ความไร้สาระของเรื่องนี้ถ้าหากให้บรรยายนั่งเขียนทั้งวันก็คงไม่จบ แต่เอาเป็นว่าตรรกะป่วย ตัวละครปัญญาอ่อน ภาพกาก ลำดับเนื้อเรื่องมั่วซั่ว สับสนในตัวเองว่าต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ ตั้งแต่ตอนแรกก็ว่าแย่ซะจนไม่รู้จะด่ายังไงแล้ว แต่น่าทึ่งมากว่ายิ่งดูไปเรื่อยๆยิ่งแย่ลงไปได้อีก จนกระทั่งตอนจบที่เล่นเอาผู้จบต้องตกตะลึงไปกับการหักมุมอันสุดแสนจะน่าพิศวงงงงวย ไม่มีที่มาและไม่มีที่ไปใดๆทั้งสิ้น ทิ้งไว้ซึ่งความว่างเปล่าที่ให้สงสัยว่านี่เราดูอะไรมาตลอด 3 เดือน ถ้าหากถามว่าทำไมยังได้คะแนนเยอะจัง? เผอิญว่า ED มันดันเทพมากจริงๆ

ไม่อยากจะด่าด้วยสัตว์เลื้อยคลาน แต่ประมาณนั้น
ความเพลิดเพลิน: F
คุณภาพ: 3.2/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 21: Tonari no Seki-kun (ยังไม่จบ)
ความเพลิดเพลิน: D
แต่ละตอนค่อนข้างสั้นเลยไม่ได้น่าติดตามอะไรเป็นพิเศษ แต่ความเจ๋งถือว่าใช้ได้เลย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 20: Noragami (12 ตอนจบ)



เรื่องนี้จัดว่าเป็นแอ็กชั่นคุณภาพสูงสมกับเป็น bones อีกทั้งยังได้นักพากย์ชั้นพระกาฬมาสมทบกันล้นจอ ทั้งคอนเซ็ปท์และเนื้อหาที่มุ่งไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เทพ และผู้รับใช้ก็จัดว่าเขียนได้ดี ตัวละครและการแสดงบทบาทก็รวมกันได้ลงตัวเหมาะสมกับเนื้อเรื่องดี และสำหรับอนิเมะแนวกึ่งชิลกึ่งบู๊แบบนี้ต้องถือว่าภาพสวยมากๆทั้งฉากบู๊และฉากทั่วไป แต่จุดที่พลาดสำคัญอยู่ที่การดำเนินเรื่องที่ไปได้ช้ามากเหลือเกิน ตอนที่ดูจะรู้สึกได้ว่าเราพอจะเข้าใจถึงสิ่งที่ต้องการสื่อพอสมควรแล้วจนถึงขั้นที่แทบจะเข้าถึงแก่นแท้ของเนื้อหาด้วยซ้ำ แต่เนื้อเรื่องกลับไม่เดินหน้าเท่าที่มุ่งหวัง ก็พอเข้าใจได้ว่าเนื้อหาค่อยๆเดินไปอย่างช้าๆแต่มั่นคง แต่ดูแล้วก็เลยทำให้เสียความน่าติดตามไปเพราะรู้สึกเนื้อหาแช่อยู่กับที่ เลยกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ดูไม่สนุกไปซะงั้น ถือว่าน่าเสียดายมากจริงๆ

อะไรๆก็ดีไปหมด ติดแค่ไม่สนุก
ความเพลิดเพลิน: D+
คุณภาพ: 6.9/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 19: WIZARD BARRISTERS Benmashi Cecil (12 ตอนจบ)



นี่ก็จัดได้ว่าเป็นแอ็กชั่นอลังการอีกหนึ่งเรื่อง โดยทำออกมาได้คุณภาพพอสมควรมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเกิดเหตุไม่คาดฝันในตอนที่ 11 ที่เผายับซะจนแทบจะทนดูไม่ได้เลยทีเดียว ถ้ามองที่เนื้อหาก็ถือว่าทำคอนเซ็ปท์ธรรมดา เดินเรื่องแบบธรรมดา มีความพยายามในการสร้างความน่าสนใจด้วยการผสมการต่อสู้ด้วยกฎหมายเข้าไปด้วย แต่ต้องบอกว่ายังไกลโขจากความสมบูรณ์แบบ ในการสืบสวนสอบสวนหลายๆครั้งยังมีข้อบกพร่องที่ทำให้ยอมรับไม่ได้ นอกจากนี้ตัวละครก็เยอะอย่างไม่จำเป็น บางตัวเหมือนกับจะเด่น แต่สุดท้ายไม่เห็นได้ใช้งานอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนตัวละครที่ได้ใช้งานนั้น บางตัวก็ถือว่าออกแบบได้ดี แต่บางตัวก็สับสนกับชีวิตและแสดงบทบาทให้อินไม่ได้เลย ยิ่งพอมารวมกับการเผาที่น่าเกลียดที่สุดที่เจอมาในรอบหลายปีในตอนที่ 11 นี้ยิ่งทำให้ไปกันใหญ่ สุดท้ายแม้แต่ 6 คะแนนก็ให้ไม่ได้

ไม่สนุกเท่าที่ควรจะทำได้ เผาอุบาทว์
ความเพลิดเพลิน: D+
คุณภาพ: 5.6/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 18: Nourin (12 ตอนจบ)



มาที่อนิเมะแนวโรแมนติกคอเมดี้กันบ้าง ทันทีที่เริ่มดูก็รู้สึกเลยว่านี่มัน Baka Test ชัดๆ องค์ประกอบต่างๆก็เรื่องและสไตล์ภาพนี่ใช่เลยสมกับเป็นสตูดิโอเดียวกัน แม้แต่ตัวละครหลักก็มาแนวคล้ายๆกัน มุขที่เล่นก็มาทางเดียวกัน การดำเนินเรื่องส่วนใหญ่จะจบเป็นตอนๆไปก็เลยไม่ได้ทำให้เกิดความอยากดูอย่างต่อเนื่อง และก็ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครอย่างเหนียวแน่น ตอนจบถึงตัวพระเอกจะทำอะไรที่คาดไม่ถึงนิดหน่อย แต่บทสรุปไม่ได้เกินความคาดหมายอะไร โดยรวมถือว่าดูเอาฮาก็ใช้ได้เลย

ดูเอาฮาก็พอโอเค
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 6.2/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 17: Inari, Kon Kon, Koi Iroha. (10 ตอนจบ)



มาที่ดราม่ากันบ้าง เรื่องนี้มีมังงะให้อ่านอยู่ก่อนแล้วด้วย เนื้อหาเน้นไปที่มิตรภาพระหว่างมนุษย์กับเทพ โดยมีนางเอกที่ได้รับพลังของเทพมา ไม่ได้วางโครงเรื่องซับซ้อนลึกซึ้งอะไรมาก ตลอดทั้งเรื่องใช้แค่ประเด็นการควบคุมพลังของนางเอกอย่างเดียวต่อยอดเป็นดราม่าได้หลายดราม่าตั้งแต่ต้นจนจบ อย่างไรก็ตาม การดำเนินเรื่องถือว่าไหลลื่นต่อเนื่องดี ดูได้เพลินมาก ภาพสวยสบายตาเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง น่าเสียดายตอนจบจะบอกว่าจบสวยงามก็ว่าได้แต่ให้อารมณ์ไม่ค่อยสุด แต่ที่โดดเด่นเลยของเรื่องนี้คือความที่ดำเนินเรื่องที่เกียวโต นักพากย์คัดมาเพื่อพากย์สำเนียงเกียวโตเน้นๆมาก ถือว่าใส่ใจความสมจริงพอสมควร และแม้ว่าจะเป็นนักพากย์หน้าใหม่เกือบหมด แต่ทุกคนเข้าถึงบทบาทได้ดีทีเดียว

ดูสบายๆ มีใส่อารมณ์บ้างให้ไม่ถึงกับหลับ
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 6.6/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 16: Nisekoi (ยังไม่จบ)
ความเพลิดเพลิน: C
ตามอ่านมังงะอยู่แล้ว ก็เลยเสพเพลินๆ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 15: Log Horizon (25 ตอนจบ)



เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ใช้พล็อตเข้าไปติดอยู่ในโลกของเกมออนไลน์แล้วออกมาไม่ได้ แต่เรื่องนี้จัดว่ามาแปลกกว่าเรื่องอื่นนิดนึง ที่ไม่ได้มีเป้าหมายในการกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง แต่เป็นการพัฒนาโลกในเกมให้น่าอยู่ขึ้นซะงั้น คอนเซ็ปท์จะคล้ายกับอีกเรื่องหนึ่งของคนเขียนคนนี้ คือเรื่อง จอมมารกับผู้กล้า นั่นเอง ตัวเอกถูกออกแบบมาน่าสนใจแตกต่างจากเรื่องอื่นๆในแนวเดียวกัน โดยเป็นสายบุ๋นที่บู๊เก่งด้วย ลักษณะของเรื่องจะออกแนวผจญภัยเพื่อการพัฒนาโลกแห่งเกม ผสมผสานกับกลยุทธ์การต่อสู้เป็นทีมในเกมออนไลน์และกลศึกสงครามโดยมีพระเอกเป็นแกนกลาง เนื่องจากเป้าหมายของเรื่องทั้งกว้างทั้งไกลจึงทำให้รู้สึกว่าเนื้อหาเดินหน้าแค่ทีละเล็กทีละน้อย แต่ความจริงการดำเนินเรื่องแต่ละช่วงไม่ช้าไม่เร็วมีความต่อเนื่องกันดี ระหว่างทางก็ได้ใช้ความคิดตาม น่าสนใจมากทีเดียว จุดด้อยของเรื่องนี้ แม้ว่าจะออกแบบตัวละครหลักๆมาได้ดีมากก็ตาม แต่โดยรวมมีตัวละครที่ค่อนข้างเยอะเกินความจำเป็นไปหน่อย แต่เนื่องจากเป็นแนวเกมออนไลน์จึงพอเข้าใจได้ถึงความจำเป็น อีกเรื่องหนึ่งคืองานภาพหลายๆส่วนที่ไม่ได้ใส่ใจมาก ลงรายละเอียดแค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ไม่เหมือนเรื่องอื่นๆในแนวเดียวกัน บู๊น้อยลง ใช้ความคิดเยอะกว่า
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 7.8/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 14: Nobunaga the Fool (ยังไม่จบ)
ความเพลิดเพลิน: C
ช่วงแรกก็สนุกอยู่นะ แต่ไปๆมาๆเริ่มแปลกๆพิกล

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 13: Sakura Trick (12 ตอนจบ)



นานแล้วที่ผมไม่ได้ดูแนวยูริเปิดเผยแบบนี้ แต่โดยรวมแล้วเรื่องนี้จะไปทาง Slice of Life เป็นหลัก ถึงแม้ว่าตอนจบจะมีบทสรุปเป็นเรื่องเป็นราวพอสมควรแต่โดยรวมก็ค่อนข้างเรื่อยเปื่อย สำหรับคนที่มองหาแนวยูริแบบจริงๆจังๆผมว่าเรื่องนี้ก็ดูพอให้หายอยากได้ดี ขนาดคนที่ไม่ได้มาสายยูริอย่างผมยังดูได้เพลินทีเดียว ตัวละครก็น่ารักดี แต่สงสัยอย่างนึงคือเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับ Hidamari Sketch นะ องค์ประกอบภาพเหมือนกันมากเลย ต่างแค่ลายเส้นตัวละครอย่างเดียว

นานๆทีก็ไม่เลวนะ ไม่ถึงกับแรงมาก น่ารักดี
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 6.3/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 12: Hamatora THE ANIMATION (12 ตอนจบ)



เรื่องนี้ผมเรียกว่าเป็น PSYCHO-PASS ขนาดย่อมๆเลยก็ว่าได้ ทั้งสองเรื่องมีความคล้ายคลึงกันมากตรงลักษณะการดำเนินเรื่องที่มีการสืบสวนสอบสวนเหมือนกัน และมีเป้าหมายใหญ่ของเรื่องเป็นตัวร้ายที่ฉลาดล้ำและโรคจิตเหมือนกัน แต่เรื่องนี้จะมีเนื้อหาหลายๆส่วนเบากว่า และมีการเซ็ตติ้งเรื่องที่หลวมกว่า การดำเนินเรื่องถึงจะมีสะเปะสะปะบ้างแต่ดูได้เรื่อยๆไม่รู้สึกติดขัด และสร้างความตื่นเต้นได้เป็นระยะๆ การออกแบบตัวละครค่อนข้างจะมีลักษณะที่หลากหลายจนเหมือนกับจะเอามารวมกันไม่ได้ แต่กลับใช้งานได้ดีโดยไม่ได้มีตัวละครที่สูญเปล่า นอกจากนี้ยังมีการหักมุมที่เจ๋งอย่างคาดไม่ถึงในตอนจบอีกด้วย นับเป็นทีเด็ดทีขาดที่ทำให้ได้ 8 คะแนนไป

สนุกพอสมควร แต่จบได้เจ๋งมากจริงๆ
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 8.0/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 11: Saikin, Imouto no Yousu ga Chotto Okashiinda ga. (12 ตอนจบ)



อีกครั้งหนึ่งที่ความค้ำคอร์เข้าครอบงำอนิเมะ ถึงแนวนี้จะไม่ได้แปลกใหม่ ต้องบอกว่าเจอจนชินแล้วด้วยซ้ำ แต่สำหรับเรื่องนี้ออกจะเลยเถิดแบบไร้สมองมากไปหน่อย ตัวละครแต่ละตัวออกแบบได้บ้านๆมากๆ ไม่ได้มีความเป็นเอกลักษณ์อะไรเลย เนื้อหาก็ไม่ได้มีสาระอะไรเลยจริงๆ มีบางตอนเหมือนกับจะปั้นดราม่าอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดอะไรขึ้น นอกจากนี้ยังเซ็นเซอร์ได้โง่มากจริงๆ ก็ยอมรับอยู่หรอกว่าวิธีเซ็นเซอร์มันก็เข้าใจคิดอยู่หรอก แต่จัดเต็มซะขนาดนี้ไม่รู้จะเซ็นเซอร์ไปทำไมเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ถึงเรื่องนี้จะเป็นอนิเมะที่แย่มาก แต่ก็สามารถดูเอามันส์ได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยๆก็ได้ลุ้นแทบทุกตอนว่ามันจะเสร็จกันมั้ย

เป็น Guilty Pleasure อย่างหนึ่ง
ความเพลิดเพลิน: C+
คุณภาพ: 4.1/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 10: Golden Time (24 ตอนจบ)



จากผู้เขียนโรแมนติกคอเมดี้ในตำนานอย่าง Toradora! ที่เป็นที่สังเกตได้ชัดเจนว่าลักษณะการดำเนินเรื่องเหมือนกันมากจริงๆ เรื่องนี้เน้นคอนเซ็ปท์หลักไปที่ตัวพระเอกที่ประสบอุบัติเหตุสูญเสียความทรงจำไป แต่จากที่ดูไปผมพิจารณาแล้วเห็นว่าอาการของพระเอกเรื่องนี้น่าจะเป็นเคสการเกิดบุคลิกแยกที่ไม่ใช้ความทรงจำร่วมกันมากกว่า โดยคอนเซ็ปท์นี้นำไปต่อยอดเป็นดราม่าหลักมากมายในเรื่อง การเปิดตัวของเรื่องทำได้ดีมาก เรียกได้ว่าน่าสนใจกว่า Toradora! ด้วยซ้ำ แม้แต่ตัวละครแต่ละตัวก็ดูมีชีวิตชีวากว่าด้วย แต่น่าผิดหวังมากที่ไปๆมาๆตัวละครแต่ละตัวแทนที่จะเติบโตขึ้นกลับถอยหลังลงคลองกันไปหมด ด้วยความที่ตัวละครที่เปิดตัวมาแบบดูจะโตๆกันแล้ว แต่กลับก่อดราม่ากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แถมพอมาถึงกลางๆเรื่อง การดำเนินเรื่องก็แข็งทื่อไปซะดื้อๆ มุขที่เคยได้ผลก็ตันสนิท จากที่สนุกมากในช่วงครึ่งแรกของเรื่อง กลายเป็นดูไปเรื่อยๆแทน จุดพีกที่ได้อารมณ์อย่างที่ Toradora! ทำได้ก็ไม่มี โดยรวมถือว่าเป็นโรแมนติกคอเมดี้ที่พอใช้ได้เท่านั้น

ถ้าคาดหวังจากการที่เป็นคนเขียนเดียวกับ Toradora! อาจจะไม่ได้ตามที่คาดหวัง
ความเพลิดเพลิน: C+
คุณภาพ: 6.8/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 9: Tokyo Ravens (24 ตอนจบ)



นี่ก็เป็นไลท์โนเวลแนวแอ็กชั่นอีกเรื่องหนึ่งที่วางโครงเรื่องได้ดีพอสมควร มีการวางปมปริศนาที่น่าติดตามตั้งแต่ต้น แม้ว่าจะเดาทางได้ง่ายไปหน่อย แต่ก็ถือว่าสนุกดี ตัวละครในเรื่องค่อนข้างจะเยอะ กระจายบทไม่ค่อยทั่วถึงและก็ไม่ได้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมาก แต่ก็ถือว่าใช้แสดงบทบาทที่แตกต่างกันไปได้ดีในระดับหนึ่ง ที่เป็นจุดด้อยใหญ่ของเรื่องนี้เลยคือการดำเนินเรื่องที่ไม่คงเส้นคงวา เรียกว่าเป็นเรื่องที่ขึ้นๆลงๆเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ ตอนไหนสนุกก็สนุกไปเลย ตอนไหนไม่สนุกก็ไม่สนุกเลย บางทีก็ใส่ความละเอียดมากเกินไปจนน่าเบื่อ บางทีก็ไม่ลงรายละเอียดเลยจนจับประเด็นที่ต้องการจะสื่อไม่ได้ โดยรวมถือว่าเป็นเรื่องที่แพลนทั้งพล็อตและเวลาได้ดี แต่การนำเสนอไม่นิ่ง จะบอกว่าสนุกหรือไม่สนุกก็บอกยาก

สนุกเป็นช่วงๆ
ความเพลิดเพลิน: C+
คุณภาพ: 6.7/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 8: Strike the Blood (24 ตอนจบ)



นี่ก็จัดว่าเป็นฮาเร็มคุณภาพสูงอีกหนึ่งเรื่อง สาวๆในเรื่องแต่ละครบเครื่องมาก แต่มีโดยรวมก็มีแค่นั้น เนื้อหาของเรื่องจะบอกว่าแย่ก็ไม่ถึงกับแย่ แต่การผูกโครงเรื่องค่อนข้างหลวม และไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้น ส่วนใหญ่เดาทางได้เกือบหมดเพราะแต่ละบทมาแนวเดียวกันเกือบทั้งนั้น ตัวละครในเรื่องถ้ามองที่ความโมเอะต้องบอกว่าแหล่มเป็ด แต่ถ้ามองในฐานะตัวละครแล้วก็ออกแบบมาบ้านๆ ไม่ได้มีเอกลักษณ์อะไร ฉากบู๊ของเรื่องก็ธรรมดาพื้นๆ แต่มีดีที่การดำเนินเรื่องต่อเนื่องราบรื่นดูสบาย นอกนั้นก็มีดีแค่สาวๆที่เรียงหน้ามาให้พระเอกดูดอย่างเมามันส์เท่านั้น

เพลิดเพลินไปกับการไซ้ซอกคอ
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 6.7/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 7: D-Frag! (12 ตอนจบ)



เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอนิเมะที่รั่วที่สุดของซีซั่นนี้เลยก็ว่าได้ แม้ว่าตัวละครสาวๆจะออกแบบมาน่ารัก แต่มุขที่เล่นแต่ละมุขจัดว่าเถื่อนใช่เล่น แถมโดนมากๆ พระเอกเรื่องนี้ตบมุขเทพมาก ฮาเร็มก็น่าลุ้นดี

โหดมันส์ฮา แถมตัวละครน่ารักด้วย
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 7.7/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 6: Mikakunin de Shinkoukei (12 ตอนจบ)



นี่ต้องเรียกว่าเป็นม้ามืดประจำซีซั่นเลย เพราะตอนแรกไม่ได้คิดจะดูด้วยซ้ำ เพราะนึกว่าจะออกมาเป็น Slice of Life คุณภาพต่ำ แต่กลับตาลปัตรกลายเป็นโรแมนติกคอเมดี้หวานฉ่ำไปซะได้ ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องที่ดูแล้วฟินที่สุดในซีซั่นนี้แล้ว โครงเรื่องเองก็ถือว่าหาได้ยากพอสมควรด้วย เพราะผสม Supernatural เข้ากับโรแมนติกคอเมดี้โดยไม่มีแอ็กชั่นหรือดราม่ามาเกี่ยวข้องเลย ตัวพล็อตนั้นนอกเหนือจากส่วนผสมที่เป็น Supernatural แล้วเป็นอะไรที่ธรรมดามากๆ ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีจิตตก เป็นโรแมนติกคอเมดี้ที่นุ่มละมุนอย่างเดียวจริงๆ ตัวละครแต่ละตัวก็ออกแบบดีมีความเป็นเอกลักษณ์มาก แถมคุณภาพที่คิดว่าจะออกมาห่วยก็ทำได้เกินกว่าที่คาดหมายมากๆ

อ่า... ฟิน...
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 6.7/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 5: KILL la KILL (24 ตอนจบ)



มาที่แนวบู๊ล้างผลาญที่ดุเดือดเลือดพล่านที่สุดจากทีมสร้าง Gurren Lagann ก็ถือว่ามาสไตล์เดิม แต่คราวนี้ถ้าเทียบกันคราวนี้เนื้อหาไม่ค่อยซับซ้อนอะไรมาก ตัวละครหลุดโลก คอนเซ็ปท์หลุดโลก สเกลพลังหลุดโลก เรียกว่าปิดสมองดูเอามันส์อย่างเดียวได้เลย มีแต่บู๊ๆๆไต่ระดับขึ้นไปแล้วปล่อยพลังสุดยอดตบบอสใหญ่อย่างตรงไปตรงมากมาก ช่วงท้ายๆมาหักมุมแบบคาดไม่ถึงนิดหน่อย เจ๋งใช้ได้

บ้าดีเหมือนกัน หักมุมใช้ได้
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 7.9/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 4: Chuunibyou demo Koi ga Shitai! Ren (12 ตอนจบ)



หลังจากที่ปลูกรักกันเสร็จไปในภาคแรก มาภาคนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มีการเสริมทัพด้วยมือที่สามที่เป็นถ่านไฟเก่าของฝ่ายยูตะด้วย ซึ่งจัดว่าเป็นตัวละครที่เข้ามามีบทบาทในรูปแบบที่อยู่นอกความคาดหมายพอสมควร คือไม่ได้เข้ามาก่อดราม่าให้กับคู่หลัก แต่เข้ามาเป็นเจ้าแม่ดราม่าผู้น่าสงสารแทน จัดว่าเป็นสีสันที่น่าสนใจทีเดียว แต่นอกเหนือจากนี้แล้วต้องบอกว่าดูแล้วปวดตับไปเยอะ เพราะลุ้นยังไงก็ไม่ขึ้นซะที เพราะคู่หลักเบบี๋กันเหลือเกิน

ลุ้นโคตรๆเลย แต่ลุ้นยังไงก็ลุ้นไม่ขึ้น
ความเพลิดเพลิน: B+
คุณภาพ: 7.0/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 3: Buddy Complex (13 ตอนจบ)



เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่นอกเรดาร์สุดๆเพราะเพิ่งจะมาโปรโมทก่อนฉายแค่ประมาณเดือนเดียว บวกกับวีรกรรมของ SUNRISE กับ Valvrave ด้วย ยิ่งทำให้ความคาดหวังต่ำติดดินมาก แต่ในเรื่องนี้กลับมา Back to Basic ของแนวหุ่นรบเลย ทั้งการวางโครงเรื่อง ลักษณะการดำเนินเรื่อง เซ็ตติ้ง การออกแบบหุ่น และการออกแบบตัวละคร ย้อนยุคกลับไปสมัยแรกๆเลย ปรากฏว่าได้ผลดีมากเหลือเชื่อ การดำเนินเรื่องราบรื่นและสร้างความน่าติดตามได้อย่างต่อเนื่องดีมาก ตัวละครอาจจะไม่ได้มีเอกลักษณ์มากนัก แต่ก็มีเสน่ห์แบบคลาสสิกดี บทสรุปของเรื่องจริงๆพอเดาทางได้ตั้งแต่ต้น แต่ก็อดเพลินไปกับเหตุการณ์ระหว่างทางไม่ได้ ยิ่งพอเป็นออริจินัลก็ยิ่งมองไม่ออกว่าจะสรุปเรื่องยังไง สุดท้ายประกาศภาคต่อในตอนจบตามคาด ให้ต้องไปลุ้นกันต่ออีก

ไม่ได้หรูหรา แต่คลาสสิกดี ดูได้เรื่อยๆ
ความเพลิดเพลิน: B+
คุณภาพ: 7.1/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 2: Saki Zenkoku-hen (13 ตอนจบ)

 
สำหรับเรื่องนี้คงไม่พูดอะไรเยอะ เพราะไม่ต่างจากภาคแรกเท่าไหร่เลย แต่ที่อดพูดไม่ได้คือแข่งขันชิงแชมป์ทั่วประเทศในเรื่องนี้ใช้อนิเมะทั้งภาคในการโชว์รอบก่อนรองชนะเลิศรอบเดียวเลย มันสู้กันได้ดุเดือดมากๆ ไม่อยากจะคิดว่าเดี๋ยวรอบรองชนะเลิศจะมันส์ขนาดไหน
ความเพลิดเพลิน: B+
คุณภาพ: 8.7/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 1: Nagi no Asukara (26 ตอนจบ)



ปิดท้ายที่ผู้เข้าชิงรางวัล Best of 2014 เรื่องแรกเลย จากการรังสรรค์ของ P.A. Works ที่แค่ชื่อก็บอกได้เลยว่าคุณภาพความละเอียดของทิวทัศน์อลังการงานสร้างเหลือจะกล่าว นอกจากนี้เนื้อหาที่นำเสนอแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่มากนัก แต่ใช้การดำเนินเรื่องดึงศักยภาพออกมาได้จนหมดเปลือก ในช่วงครึ่งแรกของเรื่องต้องยอมรับว่าตัวละครแทบทุกตัวมีความน่ารำคาญที่ทำให้ดูแล้วรู้สึกอึดอัดน่าเบื่อมาก จนทำให้ภาพรวมของเรื่องไม่น่าติดตามเลย แต่แท้จริงทั้งหมดถูกวางโครงไว้อย่างดีแต่แรกแล้ว โดยมีจุดเปลี่ยนอยู่ที่ Timeskip ที่คั่นระหว่างครึ่งแรกและครึ่งหลังของเรื่อง ที่กลายเป็นกลจักรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องไปสู่ความสมบูรณ์แบบ ที่โดดเด่นมากคือพัฒนาการของตัวละครต่างๆที่เคยน่ารำคาญกลับโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีกลเม็ดในการเพิ่มตัวละครเข้าไปในวังวนรักหลายเส้าในอย่างเป็นธรรมชาติ จนกองอวยต้องมานั่งลุ้นกันตัวโก่งเลย และทั้งที่การออกแบบสภาพจิตใจของตัวละครในช่วงครึ่งหลังก็มีความซับซ้อนอย่างมาก แต่ดูแล้วไม่รู้สึกฝืนธรรมชาติเลย รองลงมายังมีการใช้เนื้อเรื่องรองในการเสริมคอนเซ็ปท์ของเรื่องให้แน่นขึ้นไปอีก รวมไปถึงการใส่อารมณ์ความรู้สึกอย่างต่อเนื่องที่ทำให้พีกยาวตลอดครึ่งหลังของเรื่องได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยรวมบอกได้เลยว่าเป็นหนึ่งในโรแมนติกดราม่าระดับท็อปเท่าที่ดูมาทั้งหมดเลย น่าเสียดายที่ครึ่งแรกของเรื่องไม่น่าดึงดูดพอ แล้วก็จบฟินไม่สุด ไม่งั้นคงจะได้ถึง 9 คะแนน

ครึ่งแรกอาจจะน่ารำคาญและอึดอัดจนอยากดร็อปได้ แต่ความสุดยอดที่แท้จริงอยู่ในครึ่งหลัง
ความเพลิดเพลิน: A
คุณภาพ: 8.7/10

ป.ล. ถ้าอยากรู้ว่าครึ่งแรกกับครึ่งหลังต่างกันขนาดไหน ลองเช็คเอนทรี่ของซีซั่นที่แล้วครับ ตอนที่จบครึ่งแรกอยู่อันดับที่ 12 ความเพลิดเพลิน C+

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Comment

Comment:

Tweet

สู้ๆจ้า สาระน่ารู้

#9 By britrocker1234 on 2016-12-14 01:10

ยังไม่มีเวลาเขียนเลยครับ เครียดอยู่เหมือนกัน

#8 By KaitoDash on 2014-09-01 21:47

รอเอนทรี่รีวิว อนิเมฤดูใบไม้ผลิอยู่นะครับ

#7 By Gundum F on 2014-08-22 00:50

เพิ่งดู Chuunibyou จบไป เล่นผมซะนำตาซึมเลย หลังจากไม่ได้ ปริ่มๆ เพราะ anime มานานพอสมควรแต่เพราะด้วยความสุดจะสงสารจริงๆ ทั้งๆที่พอจะเดาทางได้แต่ต้นเรื่องแล้วว่าต้องออกมาเป็นยังงี้ แต่พอมาเห็นฉาก scene drama ของคุณเธอท้ายๆเรื่องแล้ว มันขยี้หัวใจจริงๆ เล่นเอาทนต่อไปไม่ไหวเลย ฮือๆ

#6 By ohmhast (14.207.143.52|14.207.143.52) on 2014-04-24 05:38

@puffseaotter ช่วงหลังๆก็มันส์กว่าช่วงแรกๆครับ แต่ก็ไม่ค่อยมีเหตุผลอะไรอย่างที่บอกจริงๆครับ ถ้าถามว่าพลาดอะไรไหม ก็แค่พลาดความบ้าพลังไปครับ

#5 By KaitoDash on 2014-04-22 20:14

kill la kill ตอนแรกก็ดู แต่ดรอปไป
มันบ้าพลัง แต่ไม่ค่อยมีเหตุผล (เท่าที่ได้ดู)
คงไม่ใช่แนว แต่คนชมเยอะ
เราพลาดอะไรไปรึเปล่า...

#4 By puff (171.99.102.214|171.99.102.214) on 2014-04-22 17:44

@gundamf เป็นเรื่องที่เข้ากล่องเก็บตกครับ คือปล่อยหลุดสายตาแต่แรก เดี๋ยวคงได้มาตามดูทีหลังครับ

#3 By KaitoDash on 2014-04-22 00:15

ขอบคุณครับสำหรับรีวิว ดู blog นี้แล้วก็ตามไปดูอนิเมมาหลายเรื่อง ค่อนข้างประทับใจทีเดียว
ว่าแต่ จขบ. ไม่ดู Gundam build fighter เหรอครับ ผมชอบที่สุดเท่าที่ดูในซีซั่นที่แล้วแฮะ

#2 By Gundum F on 2014-04-21 21:49

kill la kill มันแท้!Hot! Hot! Hot!

#1 By Boymang*~ on 2014-04-21 17:50